ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

Friday, 15 July 2011

ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย บ่วงร้อยรัดพรรคเพื่อไทย

ที่มา มติชน



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2554)

หมายเหตุ - เปรียบ เทียบข้อบังคับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกพรรค กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและ ส.ส.เขต พท. อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและขาดคุณสมบัติ เพราะขาดความเป็นสมาชิกพรรค ตามข้อบังคับข้อ 10 (5) ที่ระบุว่าสมาชิกภาพจะสิ้นสุดลงเมื่อถูกคุมขังโดยหมายของศาล โดย พท.ระบุว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับโดยได้มีการแจ้งต่อ กกต. และได้มีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 แล้ว

ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย (เดิม)

ส่วนที่ 1

คุณสมบัติของสมาชิก

ข้อ 9 สมาชิก ได้แก่ บุคคลที่สมัครใจเป็นสมาชิกและนายทะเบียนสมาชิกพรรคอนุมัติให้รับเข้าเป็นสมาชิก โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ

ดังต่อไปนี้

(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติซึ่งได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันสมัครเข้าเป็นสมาชิก

(3) มีความเลื่อมใสศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(4) มีความเลื่อมใสศรัทธาในเจตนารมณ์ อุดมการณ์และนโยบายของพรรค

ข้อ 10 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก

(1) ติดยาเสพติดให้โทษ

(2) เป็นบุคคลล้มละลาย

(3) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(4) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(5) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(6) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

(7) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น

ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย (แก้ไขแล้ว)

หน้า 28 เล่ม 127 ตอนที่ 174 ง ราชกิจจานุเบกษา 18 พฤศจิกายน 2553

ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง

เรื่อง ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อไทย

ตาม ที่ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีประกาศ เรื่อง ตอบรับการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2553 ทำให้พรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการบริหารพรรค จำนวน 11 คน นั้น บัดนี้ พรรคเพื่อไทยได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อไทยต่อนายทะเบียน พรรคการเมือง กรณีที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 มีมติให้แก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2551 ดังนี้

ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2551

แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2553

โดย ที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2551 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 พ.ศ.2553 คณะกรรมการบริหารพรรค โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย จึงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ดังต่อไปนี้

หมวด 1

บททั่วไป

ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2551 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2553"

ข้อ 2 ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทนตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมือง

ข้อ 3 ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 6 วรรคแรก ของข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2551 และให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน หน้า 29 เล่ม 127 ตอนที่ 174 ง ราชกิจจานุเบกษา 18 พฤศจิกายน 2553

"ข้อ 6 สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย ตั้งอยู่ ณ อาคารเลขที่ 1770 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310"

ข้อ 4 ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 10 ของข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2551 และให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

"ข้อ 10 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ ต้องห้าม มิให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก

(1) ติดยาเสพติดให้โทษ

(2) เป็นบุคคลล้มละลาย

(3) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(4) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ

(5) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น"

นาย ทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 98/2553 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 ได้ตอบรับ การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อไทยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550

จงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2553

อภิชาต สุขัคคานนท์

ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

นายทะเบียนพรรคการเมือง

__________



นายชูศักดิ์ ศิรินิล

อดีตคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน

"เรื่องนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหา"

ข้อ บังคับพรรคเพื่อไทยระบุเอาไว้ถึงลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นสมาชิกพรรคว่าต้อง คุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่า 12 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งนายพิชิฏ ชื่นบาน ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นั้นจะหมดสมาชิกภาพหรือไม่ ซึ่งเราต้องตีความต่อว่า คำว่าคุมขังนั้นกฎหมายนิยามไว้ว่าอย่างไร ซึ่งเมื่อพิจารณาดูก็จะพบว่าคำว่าคุมขังนั้นในกฎหมาย นิยามเอาไว้หลายอย่าง ทั้งคุมขัง กักขัง และจำคุก สุดแต่จะตีความ แต่ในส่วนของข้อบังคับพรรคเพื่อไทยนั้นฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ตีความเอาไว้ว่าหมายถึงศาลมีคำพิพากษาว่าต้องจำคุก ซึ่งเป็นการพยายามตีความให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ผู้ถูกคุมขังสมัคร ส.ส.ได้ และที่สำคัญคือ เมื่อ ส.ส.ถูกคุมขังนั้นไม่ถือว่าพ้นจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. หากไปตีความว่าการถูกคุมขัง โดยคำสั่งของพนักงานสอบสวน ก็ต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกก็จะเท่ากับว่าข้อบังคับพรรคเพื่อไทยขัดต่อรัฐ ธรรมนูญ

สำหรับแกนนำ นปช. ที่เคยถูกคุมขังและบางฝ่ายเห็นว่าอาจจะพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็เคยมีกรณีของนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ที่พรรคเคยส่งสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. แล้วตอนนั้นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ไปร้องคัดค้าน โดยอ้างว่านายก่อแก้วขาดคุณสมบัติ แต่สุดท้าย กกต.ก็พิจารณาอนุญาตให้นายก่อแก้วเป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม. ในการเลือกตั้งซ่อม จนลงเลือกตั้งแล้วเสร็จมาได้ ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยก็ประเมินกันว่าจุดนี้อาจจะมีปัญหา และอาจจะมีผู้มาร้องเรียนให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ที่เป็นแกนนำ นปช.อีก ซึ่งก็ทราบมาว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจึงได้สั่งการให้แกนนำ นปช.ทั้งหมดที่เคยถูกคุมขังมาเขียนใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและเขียนใบ สมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยเอาไว้ทั้งหมด ก่อนส่งชื่อสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว และทางฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการแจ้งต่อ กกต.ไปก่อนหน้านี้แล้วเหมือนกัน เรื่องนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหา และคนที่ถูกแขวนไว้ตอนนี้ 12 คน หลายคนแม้จะเป็นแกนนำ นปช. แต่ก็ไม่เคยถูกคุมขังอะไร อาทิ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย

ส่วน กรณีนายพิชิฏ ที่ถูกแขวนเนื่องจากถูกคุมขัง ในคดีละเมิดอำนาจศาลนั้น ก่อนที่ กกต.จะอนุมัติให้นายพิชิฏเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย นายพิชิฏได้ไปชี้แจงกับ กกต.ครั้งหนึ่งแล้ว โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความเอาไว้ว่าการละเมิดอำนาจศาลแล้วถูกสั่งให้จำ คุก นั้นถือเป็นคำสั่งของศาล ไม่ใช่คำพิพากษา ศาลจะสั่งเพื่อให้กระบวนการในชั้นศาลเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเป็นคำสั่งให้จำคุกโดยศาล ที่ไม่ผ่านกระบวนการออกหมายจับ การจับกุมหรือการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ดังนั้น จึงไม่ถือว่าต้องคำพิพากษาให้จำคุก

ผศ.ณรงค์เดช สรุโฆษิต

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"วันนี้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว จึงพ้นขั้นตอนทั้ง กกต. และศาลฎีกา"

อำนาจ ของ กกต. ในขั้นตอนปัจจุบันคือการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งกกต. มีอำนาจไม่รับรองเฉพาะผู้สมัครที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ซื้อเสียง แต่กรณีของผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ คือ ถูกคุมขังโดยหมายของศาล ทำให้พ้นจากสมาชิกพรรคตามที่ข้อบังคับพรรคเพื่อไทยระบุไว้หรือไม่ โดยปัญหาก็คือ เมื่อพ้นจากสมาชิกพรรคแล้วก็ไม่มีคุณสมบัติสมัคร ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ พ้นช่วงเวลาที่จะวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.ไปแล้ว เพราะมีการเลือกตั้งแล้ว ให้ไปดูกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 45 และ 40 วรรคสาม โดยหลัก ถ้าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม กกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัครมาตั้งแต่แรก ซึ่งผู้สมัครคนนั้นก็ร้องคัดค้านไปยังศาลฎีกาได้ หรือหากประกาศรายชื่อผู้สมัครไปแล้ว กกต.พบว่าขาดคุณสมบัติ กกต.ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้เพิกถอนชื่อผู้สมัครคนนั้น จะเห็นได้ชัดว่า กฎหมายเลือกตั้งมีเจตนารมณ์ให้ศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.

แต่วันนี้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว จึงพ้นขั้นตอนทั้ง กกต. และศาลฎีกา เมื่อไม่มีเหตุว่าผู้สมัครเหล่านั้นกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ต้องประกาศรับรองสถานะ ส.ส.ของพวกเขา หาก กกต.ยังคงเห็นว่าพวกเขาขาดคุณสมบัติ ซึ่งวันนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญมาตรา 106 การพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. ซึ่ง (4) โยงไปใช้มาตรา 101 (3) ด้วย ปัญหาว่าพวกเขาขาดคุณสมบัติเพราะไม่มีสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่นั้น จึงเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กกต.ต้องยื่นเรื่องผ่านประธานสภาผู้แทนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 วรรคสาม