dmc

ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

Monday, 22 October 2012

ปรากฎการณ์ดราม่ารักอันตรายระบาดในอินเตอร์เน็ต

ที่มา Thai E-News



เว็บไซต์ดราม่ารายงาน หัวข้อข่าวข้างต้นว่าเกิดปรากฎการณ์รักปกป้องสถาบันกษัตริย์แบบคลุ้มคลั่งใน โลกออนไลน์ แม้แต่เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่องคือมีสาวคนหนึ่งโพสต์ภาพนอนบนเตียงที่โปรย ปรายไปด้วยธนบัตรเต็มเตียง 
เพืื่อจะบอกพวกชอบแท็กชวนไปขายสินค้าสารพัดเพื่อจะได้มีเงินมากๆว่าไม่ต้อง ส่งมาแท็กหรอกเพราะ"กรูรวยอยู่แล้ว" ก็โดนคนในโลกออนไลน์เข้ามาตำหนิว่านอนทับธนบัีตรที่มีพระฉายาลักษณ์ในหลวง อยู่ คนที่่กระทำแบบนี้สมควรโดนตัดสินจำคุกหรือควรตาย ขณะที่สาวผู้ที่โพสต์ภาพนี้ยืนยัีนว่าไม่มีเจตนาและบอกว่าจะดำเนินคดีต่อคน ที่กล่าวหาเธอ จึงกลายเป็นเรื่องดราม่าขึ้น(อ่านรายละเอียด)
ส่วนอีกรายว็บไซต์ๅASTVผู้จัดการรายงานภาพข่าวเรื่องหนุ่มนักเรียนนอกรักในหลวง-สักพระบรมสาทิสลักษณ์บนศีรษะ  โดยรายงานว่าหนุ่ม ผู้นี้ (ขอสงวนนาม) แม้จะไปอยู่ต่างประเทศหลายปี แต่เลือดกตัญญูและรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังเข้มข้น ลงทุนเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมน้องสาว เพื่อมาสักชื่อ พ่อแม่ไว้กลางหลัง พร้อมกับโกนศีรษะแล้วสักภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ บนศีรษะ นอกจากนั้น ยังสักแผนที่ประเทศไทย พร้อมเนื้อเพลงชาติไทยไว้บนลำตัวด้วย โดยได้ใช้บริการร้านสักแห่งหนึ่งบนถนนข้าวสาร
เขาให้เหตุผล ว่า ที่ตัดสินใจสักพระบรมสาทิสลักษณ์ไว้บนศีรษะ ก็เพราะรักประเทศไทย รักในหลวง ไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนกับประเทศไทย และที่สักเนื้อร้องเพลงชาติไทย และแผนที่ประเทศไทยไว้บนลำตัว ก็เพื่อแสดงให้คนทั้งโลก ได้รับรู้ว่า พ่อหลวงของเราและประเทศไทยดีที่สุดในโลก เวลาที่เขาจะเดินทางไปไหนมาไหน เขาจะได้มีพระองค์ท่านติดตัวไปด้วยเสมอ


 
image
อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ดราม่า รายงาน เรื่องเดียวกันนี้ว่าเกิดปฏิกริยาต่อชายผู้นี้ โดยในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นกล่าวหาว่าเขากระทำการมิ บังควร โดยบางส่วนได้มีการวิจารณ์ว่า เขาควรถูกลงโทษสถานหนักด้วยการประหารชีวิต 9 ชั่วโคตรก็มี เลยกลายเป็นเรื่องดราม่าขึ้นมา  (อ่านรายละเอียดคลิ้ก)


มีคำพูดประโยคนึงน่าจะเข้ากับดราม่านี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือประโยคของหม่อมหลวงมิ่งมงคล โสณกุล
ที่เคยกล่าวไว้ว่า“รักที่สุดคือในหลวง ห่วงที่สุดคือคนรักในหลวงจนเสียสติ”
image

นอก จากพฤติกรรมในการเทดทูนปกป้องในหลวงดังข้างต้น ก็ยังพบปรากฎการณ์แชร์ต่อๆกันไปในโลกอินเตอร์เน็ต หากมีใครจุดประเด็นเริ่มต้นในทางเชิดชูในหลวง ทั้งที่เรืองนั้นไม่มีมูลความจริงเลยก็ตาม


ระบาดหนักแชร์ไม่ยั้ง(คิด)เพราะรักในหลวง?!

Best The King ทรงพระเจริญ ผมรักในหลวง

คิดดีๆก่อนจะแชร์-ล่าสุดมีการแชร์ภาพพระฉายาลักษณ์ที่มีผู้ตกแต่งให้ต่างไปจากภาพจริงต้นฉบับต่อๆไปจำนวนมากกว่า15,000ครั้งในเฟซบุ๊คของ ...


ช่วยกันแชร์ให้โลกเห็น

" ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"

 ·  · แชร์ · 8 กรกฎาคม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2555

อะไรเกิดขึ้นกับชนชั้นกลางที่อยู่ในโลกโซเชียล เน็ตเวิร์ค?

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เคยอธิบายปรากฏการณ์ทำนองนี้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขา ดังต่อไปนี้...

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับ เรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")



คิดก่อนแชร์ภาพตกแต่งพระฉายาลักษณ์ในหลวง

Best The King ทรงพระเจริญ ผมรักในหลวง
พระฉายาลักษณ์ที่กำลังแชร์กันระบาดทางโลกไซเบอร์-คง ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย และผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ ที่รักในหลวงอย่างไม่มีเหตุผล แม้จะมีส่วนน้อยที่คิดต่าง ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคน ดูจากภาพแล้ว บารมีของพระองค์มากมายเกินกว่าจะให้ใครมาดูหมิ่นครับ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอบคุณภาพแชร์จาก facebook (ที่มา:เว็บไซต์บางแสนไฟดับ)


ต้นฉบับพระฉายาลักษณ์จริง-ในหลวงเสด็จฯทอดพระเนตรทัศนียภาพริมฝั่งเจ้าพระยา

เมื่อ เวลา 15.49 น.วันที่ 2 มี.ค.2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกทานตะวัน เสด็จพระราชดำเนินลงจากที่ประทับชั้น 16อาคารเฉลิมพระเกียรติ ภายในโรงพยาบาลศิริราชไปยังบริเวณลานสระว่ายน้ำ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชเพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพักตร์สดใส แย้มพระสรวลให้พสกนิกรที่เฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองข้างทาง  
  
                    
                       ในการนี้เสด็จฯพร้อมด้วย ท่านผู้หญิง ทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สร้างความปลื้มปีติให้กับประชาชนที่มาร่วมลงนาม และเฝ้ารอรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ชื่มชมพระบารมีอย่างทั่วถึง (ที่มาภาพข่าว:เว็บไซต์TNEWS)
ความเห็นของไทยอีนิวส์:ผู้ตกแต่งภาพพระฉายาลักษณ์อาจทำไปโดยจิตเจตนา ดี แต่ควรถามว่าเป็นการ"บังควรหรือไม่" และยิ่งคนที่แชร์ต่อๆไปก็มักเข้าใจผิดๆว่าเป็นพระฉายาลักษณ์จริง


เปิดหลักฐานชัดกุเรื่้องในหลวง-พระเทพตรวจน้ำท่วม สุดท้ายตัวการปิดเพจหนีหลังปล่อยข่าวว่อนเน็ต



เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม ณ สะพานที่หนึ่งในเขตทวีวัฒนา มีรถคันนึงจอดอยู่บนสะพาน ชาวบ้านแถวนั้นเห็นจึงเข้าไปเคาะกระจกรถเพื่อที่จะบอกว่าเค้ามีคำสั่งให้ อพยพแล้ว

เมื่อชาวบ้านพยายามมองเข้าไปในรถ ภาพที่เห็น กลับทำให้ชาวบ้านคนนั้นถึงกับเข่าทรุด เพราะคนที่นั่งอยู่ในรถ คือ พระเจ้าอยู่หัวของเรา กับสมเด็จพระเทพที่เสด็จมาดูปัญหาน้ำท่วมด้วยพระองค์เอง"
ฟังไปก็ขนลุกไป ตื้นตันมาก ขอพระองค์ทั้งสองทรงพระเจริญ

รู้รึยังว่าใครที่ห่วงใยเราตลอดเวลา ใครที่เป็นผู้นำ ใครที่แม้ไม่สบายแต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา

ยังจำกันได้ไหม ตอนที่พระองค์พูดว่า ถ้าหากพวกท่านไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งพวกท่านได้อย่างไร พระองค์ทรงทำตามคำพูดคำสัญญาตลอด ({}) ทรงพระเจริญ !


เ้รื่องเล่าที่มีการแชร์ตามfacebook และรีทวีตทางtwitterมากที่สุดในยามนี้ (ที่มา:facebookของ Tammy Musikadilok )แต่ล่าสุดมีการลบหน้านี้ไปแล้ว ขณะที่มีหลักฐานหนักแน่นว่ากรณีนี้เป็นการกุเรื่องเท็จขึ้นมาอีกเรื่องในโลกอินเตอร์เน็ต

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2554

ผู้เผยแพร่เรื่องนี้ทางอินเตอร์เน็ตคือ Tammy Musikadilok โดยเริ่มโพสต์เมื่อวันพุธที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านไปเพียง 2วัน มีผู้ที่แชร์ข้อความนี้ต่อๆกันไป 8.500 ครั้ง

อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นแย้งจำนวนมากพอสมควรว่าหาก เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจริง หรือสร้างข่าวขึ้นอาจเสี่ยงจะเป็๋นการทำผิดกฎหมายทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา112ทำให้เมื่อเย็นวานนี้หน้าเพจดังกล่าว ถูกลบหายไป

หากเข้าไปดูสไตล์การโพสต์ของ Tammy Musikadilokก็ จะพบว่าเต็มไปด้วยอคติ คือการโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนำภาพรีทัชตัดต่อ ขณะเดียวกันก็นำภาพข่าวในหลวงกับพระราชวงศ์ออกเผยแพร่เพื่อให้เกิดความซาบ ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

สำนักพระราชวังยังไม่ได้มีถ้อยแถลงใดต่อเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้เคยออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตใน ทำนองเดียวกันมาแล้ว

อย่างไรก็ตามน่าเชื่้อว่ากรณีล่าสุดนี้เป็นกา่รกุข่าวเท็จขึ้นแล้วแพร่ กระจายข่าวหลอกลวงนี้ออกไปทางโลกอินเตอร์เน็ต เนื่องจากหากดูวันที่มีการโพสต์เรื่องนี้ในวันพุึธที่ 26 ตุลาคม โดยอ้างว่า
เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม
ก็ต้องแสดงว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้่นจริงก็ต้องเป็นเวลาห้าทุ่มของคืนวันอังคารที่ 25 ตุลาคม

โดยในการเผยแพร่ดังกล่าวอ้างว่า นอกจากพระเจ้าอยู่หัวของเรา ก็มีสมเด็จพระเทพร่วมเสด็จด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ขัดต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่ 25 ตุลาคมนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เ้สด็จไปขึ้่นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และพระองค์ท่านก็ไม่น่าจะไปปรากฎพระองค์ในสถานที่ที่มีการเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค ในเวลาห้าทุ่มคืนนั้นได้แน่ เนื่องจากมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 

ดูรายละเอียดข่าวประจำพระราชสำนัก ดังต่อไปนี้

ด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 25 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ "หญ้าแฝกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งสถาบันสมุนไพรและพืชหอมแห่งสาธารณรัฐอินเดียจัดขึ้น ณ เมืองลัคเนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการรณรงค์การใช้หญ้า แฝก ระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านหญ้าแฝกจากทั่วโลก โอกาสนี้ จะพระราชทานรางวัล "The King of Thailand Vetiver" แก่ผู้ชนะเลิศผลงานวิจัยด้านหญ้าแฝกด้วย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 323 เสด็จพระราชดำเนินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอังคารที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และ จะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 316 เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 5 นาฬิกา 25 นาที

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554

ที่มา:ประกาศสำนักพระราชวัง เผยแพร่ทางโทรทัศน์ช่อง 7 ดูลิ้งค์และภาพข่าวที่ http://www.ch7.com/news/news_royal_detail.aspx?c=1&p=1&d=162774



ข่าวลวงที่่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตก่อนหน้านี้

ข้อความที่มีการแชร์กันผ่านทางfacebookอย่างแพร่้หลายในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งสำนักพระราชวังชี้ว่า คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งฯให้ผ่านวังสวนจิตร

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิืจ รายงาน ว่า นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อความในเฟซบุค ว่า ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ว่า เป็นการพูดไปเรื่อย ไม่น่าเป็นไปได้ และโดยส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้ น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนครอยู่แล้ว และถ้าน้ำเข้ามาถึงเขตวังได้ จนท่วม ก็แสดงว่า กทม.ไม่สามารถเอาน้ำไว้อยู่ ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว

และจากการติดตามสถานการณ์ข่าวในขณะนี้ ทั้ง กทม. และรัฐบาลต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันไม่ให้น้ำเข้าท่วมได้ ตั้งแต่กทม.รอบนอก และ ตอนนี้พื้นที่รอบวังสวนจิตรลดาในรัศมี 1 ตร.กม. ก็ยังไม่มีกระสอบทรายซักใบ เพราะเราเชื่อว่ากทม. จะสามารถกั้นน้ำไว้ได้ ในส่วนของวังหลวงและวัดพระแก้ว ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ว่า น้ำที่ท่าราชวรดิษฐ์สูงกว่าเขตวัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ากำแพงวังสามารถเอาอยู่

ส่วนข้อความที่มีการแชร์ในเฟซบุคนั้น คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้มาไม่ถึงสวนจิตรลดา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่เกิดจากคันดินพัง และ ไม่มีทางที่ถนนราชวิถีจะท่วม เพราะถ้า ถ.ราชวิถีท่วมวังสวนจิตรก็ต้องท่วมแน่นอน

ผู้ใช้ชื่อNina Thongprasert ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ค ได้ประกาศบนสถานะของตนว่า
เรียนให้ทราบโดยทั่วกัน ตามที่ได้ Retweet และ shared ข้อความบนหน้า wall เรื่องในหลวงตรัสเมื่อตอนสายวันนี้ ได้ตรวจสอบกลับไปแล้วไม่พบข้อมูลที่มาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่ตรวจสอบอยู่นั้น พบว่ามีการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้แจ้งให้ทราบเมื่อเวลา 11.09 โดยได้ขอให้ช่วยกัน remove post ออก... ฝากบอกทุกท่านที่ได้ทำการส่งต่อข้อความด้วยค่ะ และขออภัยมา ณ ที่นี้

ต่อมาในภายหลังเมื่อมีข่าวสำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวนี้ Nina Thongprasert ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า
ดิฉันได้แจ้งให้ทราบบนหน้าเฟสและได้ลบออกตั้งแต่ตอน 11.09 หลังจากตรวจสอบถึงแหล่งที่มานั้นไม่น่าเชื่อถือ ตามที่ได้ตอบข้อความที่ถามมาแล้ว ค่ะ..อาจเป็นการผิดพลาดบกพร่องที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อนโพส..ซึ่งขออภัย ด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม การแชร์สิ่งที่อ้างกันว่าเป็นพระราชดำรัสนี้ยังกระจายต่อไปมากกวา 2,600 ราย และมีผู้เข้ามากด"ถูกใจ"และแสดงความเห็นซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า"ทรงพระ เจริญ"มากถึงเกือบ 5,000 ราย(ดูที่เฟซบุ๊คนี้)

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนตั้งข้อสังเกตในเฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ผมดู ที่เพจ ที่ผมให้ link ในกระทู้ข้างล่าง เรื่องทวิตเตอร์ พรด.ในหลวง แล้ว ยอมรับว่า สะทกสะท้อน อเน็จอนาถใจไม่น้อย ณ นาทีนี้ มีคนมาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด ก็ "ทรงพระเจริญ" ๆๆๆ "น้ำตาจะร่วงๆๆๆ" อะไรแบบนั้น ถึง 2100 ความเห็น และมี share ถึง 2600 แล้ว

ดูแล้ว อดไม่ได้ เลยไปเขียนอะไรหน่อย ข้างล่างนี้ copy มาให้ดู เผื่อโดนลบ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
......................


ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ คนจงรักภักดี เชื่ออะไรแบบหัวอ่อน ไร้เหตุผล

ความจริง ถ้าใครศึกษา พรด. ข้อเขียนต่างๆของในหลวงจริงๆ ก็บอกได้เลยว่า ข้อความดังกล่าว ต้องไมใช่แน่ (เช่นเดียวกับบอกได้ทันทีว่า ข้อความอย่าง "36 ขั้นบันได" ไมใช่ หรือ "จากพ่อ" (ถึงพระเทพ) ไมใช่

แต่ปรากฏว่า เรากลับเห็นบรรดาคนจงรักภักดี (แต่จริงๆ ไม่เคยศึกษา เรื่องของสถาบันฯจริงๆจังๆ) พากัน "ซาบซึ้ง" น้ำหูน้ำตาไหล นอนดิ้นกัน

คำตอบคือเพราะ ความจงรักภักดี ในประเทศเรา เกิดมาจากพื้นฐานของการรับข้อมูลข่าวสารเกียวกบสถาบันฯ ที่ไม่อนุญาตให้ ตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ประเมิน ตรวจสอบ วิพากษ์ กระทั่ง โจมตี ได้

นี่จึงสร้าง "นิสัย" แบบหนึ่ง วิธีคิดแบบหนึงขึ้นมา คือ ในเมื่อโดยตัวความจงรักภักดีนั้น เกิดจากลักษณะ รับข้อมูลข่าวสาร ที่ตรวจสอบไม่ได้ ตังข้อสงสัยไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อยู่แล้ว ดังนั้น ไมว่า ข้อมูล ข้อความ อะไรที่ ไม่ว่า จะไม่มีเหตุผลขนาดนั้น ก็เชือ่ได้หมด

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้โพสต์ เรื่องขำ (มีประเด็นชวนคิดอยู่ตอนท้าย)

ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ ม.รังสิต นึกว่า จะไปหา "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์" 23 จุดในกรุงเทพ ที่ว่าเสี่ยงน้ำท่วม (ตามข่าว มติชน) แต่หาไม่เจอ แต่ไปเจอในหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม มี login ในนามมหาวิทยาลัยนี่แหละ เขียนข้อความนี้ (ดูภาพประกอบ ด้านขวาล่างๆลงมา)

"จากทวิตเตอร์: "ในหลวงทรงรับสั่ง..
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"
......ทรงพระเจริญ"

ผมอยากจะพนันร้อยบาทเอาปาท่องโก๋ตัวเดียวว่า นี่เป็น "พระราชดำรัส" ประเภทปลอมๆ หรือหาที่มาอ้างอิงไม่ได้ (แต่คนไม่น้อยจะซาบซึ้งจนลงไปนอนดิ้น) เหมือน "36 ขั้นบันไดชีวิต" เหมือน "บันทึกจากพ่อ (ถึงพระเทพ)" เหมือนอีเมล์ เรื่อง 14 ตุลา ที่อ้างว่า ในหลวงมีรับสั่ง "คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเอง" เหมือนเรื่องพายุนากิส, เหมือน (ทีเพิ่งเอามาโพสต์กันอีกไม่นานนี้) "พ่อนั่งเหม่อลอย" (เฉพาะอันหลังนี่ ถ้าถามผม ในฐานะคนศึกษา พรด. ศึกษา "สไตล์" การรับสั่ง การเขียน ของในหลวงมาหลายสิบปี .. อันนี อาจจะมีส่วนมี "มูล" "นิดหน่อย" ในแง่ "เนื้อหา" ไม่ใช่ในแง่คำ ทำไม .. ผมไม่มีเวลาอธิบายจะยาว) แต่อันอื่นทุกอัน ผมว่าปลอมแน่ ตั้งแต่เห็นแรกๆ (อย่าง "36 ขั้นบันได" ผมเห็นบ้ากันอยู่นาน ผมดูแล้ว ก็รู้ว่า ปลอมแน่) รวมทั้งอันน่าสุด "จากทวิตเตอร์" นี้ด้วย

ผมลอง search ดู ปรากฎว่า มีการแพร่ให้ซาบซึ้งกันไปแล้ว ดู
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
และอันนี้
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2011/10/19/entry-1

แต่ก็ยังดีว่า ดูเหมือนมีคนจงรักภักดี ทีอาจจะยังมีสตินิดหน่อย (หรือไม่ก็จำเรื่อง "บันทึกจากพ่อ" หรือเรื่อง "บันไดชีวิต" ได้) เตือนกัน ให้หยุดเผยแพร่ ดูที่นี่ - มีการเล่า "ที่มา" ของ "ทวิตเตอร์" อันนี้ด้วย ดูเหมือนมีคนชื่อ Nina Thongprasert เริ่มก่อน แล้วต่อๆกันไป ตอนนี้ เจ้าตัว คือคุณ "Nina" (ตามที่คนเขียนบล็อกนี้บอก) ได้ขอเองให้หยุด และถอนออกจาก wall ตัวเองแล้ว

http://www.oknation.net/blog/snowy/2011/10/19/entry-1

..................


โอเค ทั้งหมดที่โพสต์มาข้างต้น ถือเป็นเรื่องขำๆ แก้เซ็งน้ำท่วม

แต่ที่บอกว่า มี "ประเด็นชวนคิดอยู่" คืออย่างนี้ครับ

ผมเคยเขียนไว้มาสักพักแล้วว่า ปรากฏการณ์ "จงรักภักดี" อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ "ใหม่" (โดยสัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์) มีลักษณะหลายอย่าง ที แม้แต่เมื่อสมัยผมโตขึ้นมา (ตอนมีขบวนการนักศึกษา) ก็จะไม่มีลักษณะนี้

ลักษณะที่ว่า เช่น (ก) เน้น ในหลวง ในฐานะ "ตัวบุคคล" (เวลาพูดถึง "สถาบันฯ" จะ "หลุด/ลื่น" ไปเป็นพูด "พระองค์ท่าน" เป็นต้น)

(ข) ลักษณะที่ "แต่งเรื่องเอง (อย่างทีอภิปรายข้างบน) แม้แต่เรื่อง ที ไม่น่าจะ "แต่ง" ได้เลย เช่น พรด. 14 ตุลา ("วันมหาวิปโยค") นั้น มีตัวบท text แบบคำต่อคำ ให้อ่านกันได้อยู่ แค่ลองหาดู ก็น่าจะเห็นว่า ไม่มีแบบทีอีเมล์ลูกโซ่ส่งต่อๆกัน ("ทรงรับสัง คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเดี๋ยวนี้" อะไรประมาณนั้น - โทษที ผมเขียนจากความจำไม่มีเวลาไปค้นเมล์ที่ว่า)

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")


แชร์พรึบ!ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกเสี่ยงชีวิตป้องรูปประมุข โอละพ่อเจ้าของร้านกรอบรูปงกเสียดายของ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กรกรฎาคม 2555

เว็บเพจ รวมพลังคนไทยต่อต้านขบวนการหมิ่นสถาบัน นำเสนอภาพข่าวข้างต้นว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค.55ที่ผ่านมา เกิดแก๊สระเบิดขึ้นที่ "จันทบุรี" ไฟเผาวอดวายหลายคูหา แต่ในช่วงที่เพลิงกำลังลุกลามอย่างหนัก มีลุงแก่ๆ คนหนึ่ง "วิ่งฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่" วิ่งเข้าไปหยิบ พระบรมฉายาลักษณ์ที่กำลังจะถูกเพลิงเผาไหม้ โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะเป็นอันตรายหรือถูกเศษไหม้หล่นทับ...!!! เรื่องดีๆ แบบนี้ยังไม่มีใครแชร์ออกไป เราช่วยกันแชร์นะครับ...

ล่าสุดมีการกดแชร์แล้วมากกว่า 8000 ครั้ง และมีผู้กดไลค์มากกว่า 2575 ครั้งในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง


อย่างไรก็ตามมีพยานหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ว่าลุงคนนี้ได้กลายเป็นฮีโร่จำเป็น ขึ้นมา เพราะความจริงแกเป็นเพียงเจ้าของร้านขายกรอบรูป ที่แกเข้าไปเก็บออกมานั้นก็คือทรัพย์สินในร้านของแกนั่นเอง


1.ปากคำของพยานในเหตุการณ์-ดูตามลิ้งค์นี้ http://www.facebook.com/anti.plea/posts/231446470308668?comment_id=738588&offset=0&total_comments=22



  • เต๋ง ภูษณิศา ร้านกาแฟเราห่างจากที่เกิดเหตุประมาณไม่เกิน500เมตร ไฟลุกน่ากลัวมาก ส่วนบ้านนี้เป็นร้านกรอบรูป และมีภาพเก่าๆสวยๆเยอะเลย น่าเสียดายมากค่ะ

2.ปากคำของเพื่อนเจ้าของภาพถ่ายชุดนี้-จากเว็บบอร์ดเสรีไทย

ที่เกิดเหตุอยู่เกือบใจกลางเมือง ใกล้ๆบ้านเพื่อนผมหลายคน และไม่ไกลจากบ้านผมนัก เป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวราวๆ 7-10 ห้องประมาณนี้นี่แหละ ผ่านบ่อยแต่ไม่ได้นับ ไหม้เกือบหมด และติดๆกันก็เป็นตึกอาคารพานิชย์ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง
โชคดีที่ดับเพลิงอยู่ใกล้ๆ ห่างกันประมาณ 500 เมตร จึงควบคุมเพลิงได้เร็ว

ในภาพเป็นร้านกรอบรูป เสียหายหมด เหลือแค่ที่เห็นนั่นแหละ
เพื่อนผมคนหนึ่งได้ไปถ่ายรูป หลังจากคุณลุงเอารูปออกมา แล้วเอารูปไปตั้งเรียงกันไว้ มีรูปในหลวง 1 รูป รูป ร.5 2 รูป และ รูปพระเจ้าตากสิน 1 รูป

เพื่อนผมไม่รู้ ถ่ายเสร็จก็โพสลงใน FB เลย 


3.หลักฐานกรอบรูปที่ลุงรักษาไว้ได้
Attached Image: 246452_445400078813677_117280015_n.jpg 
รูปที่ลุงเอาออกมาได้  พอดีอยู่ในที่เกิดเหตุเลยเก็บมาฝาก (จากบอร์ดเสรีำไทย)
4.ภาพจากเว็บผู้จัดการชี้ชัดร้านกรอบรูปมีพระฉายาลักษ์ร.5-พระเจ้าตากด้วย
ด้านหลังภาพ-เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม เกิดเหตุเพิลิงไหม้ ตรวจสอบพบว่ามีร้านค้าจำนวน 5 คูหาได้รับความเสียหาย ประกอบด้วยร้านลูกชิ้นปลาเฮียเปียก ร้านคาราโอเกะวันทอง ร้านขายกรอบรูปร้านเย็บผ้า และอู่ซ่อมรถ โดยข้าวของภายในร้านทั้ง 5 คูหา ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดไม่สามารถนำออกมาได้
5.ข่าวเนชั่นย้ำชัดเจ้าของร้านฝ่าแผงกั้นเข้าไปเก็บกรอบรูปเหมือนเจ้าของบ้านรายอื่นไปเก็บทรัพย์สิน

สำนักข่าวเนชั่น รายงานข่าวนี้ในวันเกิดเหตุว่า
พ.ต.ท. วุฒิพงษ์ วิสุทธิ์ธาภรณ์ สารวัตรเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี เจ้าหน้าที่อาสาหน่วยกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงและรถน้ำ จำนวน 10 คัน ได้รุดไปที่เกิดเหตุ เมื่อเดินทางไปถึงพบชาวบ้านกำลังยืนดูมุงเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเดินทางไปถึงพบเพลิงกำลังโหมไหม้อย่างหนัก พบเจ้าของบ้านและชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกำลังช่วยกัน นำสิ่งของวิ่งออกมาจากต้นเพลิงอย่างโกลาหล 

นอกจากนี้ชายจีนสูงอายุได้วิ่งผ่าแนวกั้นมิให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปยังร้านของตนเองที่เป็นร้านทำกรอบรูป พร้อม รีบคว้าพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสามรัชกาลที่กลับไม่ถูกเพลิงไหม้ ได้แก่ พระบามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รัชกาลที่ 5 และในหลวงรัชกาลที่ 9