dmc

ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

Friday, 2 November 2012

กลัวลิ้มเจ็บปวดเลื่อนลากคอข้อหากบฎตรงวันเกิด

ที่มา Thai E-News

 Posted Image

การออกหมายเรียกไปรับทราบข้อหากบฎในวันที่ 7 พฤศจิกายน เหมือนกับแกล้งให้เจ็บปวด เพราะวันนั้น บังเอิญตรงกัน “วันเกิด” ของ สนธิ พอดี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 พฤศจิกายน 2555

กองปราบฯ ขอเลื่อนให้ “สนธิ-เสธ.อ้าย” มารับทราบข้อกล่าวหากบฏ-ยุยงทหารให้ก่อการปฏิวัติ 
       
พ.ต.อ. ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีที่นายคารม พลพรกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แจ้งความดำเนินคดีต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ประธานองค์การพิทักษ์สยาม ในข้อหายุยงให้ราษฎรเป็นกบฏ ยุยงทหารให้ก่อการปฏิวัติ และแสดงความคิดเห็นไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ว่า หลังจากพนักงานสอบสวนได้ทำการส่งหมายเรียกให้นายสนธิ และ พล.อ.บุญเลิศ มารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวที่กองปราบปรามในวันที่ 7 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.ตามที่เป็นข่าวนั้น ปรากฏว่าทางพนักงานสอบสวนได้ขอเลื่อนให้ พล.อ.บุญเลิศมารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 15 พ.ย. ส่วนนายสนธิให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 22 พ.ย.นี้ ส่วนการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยก็ใช้กำลังคอมมานโดประมาณ 1 กองร้อย หรือ 150 นายเช่นเดิม

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า ยังไม่ได้รับหมายเรียก และคงไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันดังกล่าวได้ ซึ่งตนจะทำหนังสือขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาไปก่อน และเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เนื่องจากว่าเวลาผ่านมา 10 เดือน แต่ทันทีที่ทนายเสื้อแดงไปเร่งรัดข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ก็ออกหมายทันที ที่เขาทำกับตนเพราะว่าเขาเป็นพวกเดียวกับพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ก็พูดชัดเจนไม่ใช่หรือว่าตำรวจเป็นพวกพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้น พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป.ก็เป็นคนของพรรคเพื่อไทย คือเขาเรียกว่าเรื่องที่ควรจะทำไม่ทำ แต่เรื่องที่ไม่ควรทำลงมายุ่ง นี่คือการแสดงความคิดเห็นอันหนึ่ง คุณเอาคนที่แสดงความคิดเห็นแล้วก็บอกว่าก่อกบฏ 

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ สื่อกระบอกเสียงของนายสนธิ รายนงานในคอลัมน์เกาะกระแสในหัวเรื่อง"หมายเรียก-เรียกแขก"ว่า หากจะพูดว่าเป็นการ “เรียกแขก” ก็เป็นได้ สำหรับตำรวจกองปราบฯ ที่ออกหมายเรียกให้ ทั้ง สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ แกน นำองค์การพิทักษ์สยาม ไปรับทราบ “ข้อหากบฎ” ในวันที่ 7 พ.ย. แน่นอนว่าในวงการย่อมรู้ดีว่า นี่คือชั้นเชิงทางกม.ที่ฝ่ายการเมืองใช้กลไกรัฐเป็นเครื่องมากำหราบฝ่ายตรง ข้ามไม่ให้เคลื่อนไหวโดยสะดวก และอย่าได้แปลกใจเมื่อการชุมนุมของ “เสธ.อ้าย” เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นเต้นได้พอสมควร และยังขู่ชุมนุมอีกรอบในราวปลายเดือนนี้อีก มันก็ต้องหาทางเตะตัดขาเอาไว้ก่อน แต่สำหรับรายของ สนธิ นั้นถือว่า “เป็นขาประจำ” ที่ต้องใช้ “บ่วงคล้องคอ” เอาไว้ก่อน และเหมือนกับแกล้งให้เจ็บปวด เพราะวันที่ 7 พ.ย.นั้น บังเอิญตรงกัน “วันเกิด” ของ สนธิ พอดี ไม่รู้ว่างานนี้เป็นการเรียกแขกเข้าร่วมม็อบปลายเดือน พ.ย. ด้วยความตั้งใจหรือเปล่า ทราบแล้วเปลี่ยน !!

**********

หลุดเข้าทางตีน!โจรกบฎลิ้มรนหาที่มีโทษประหาร


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 มกราคม 2555

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดพันธมิตร กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองปฏิกริยาขวาจัด ได้กล่าวบนเวทีเสวนาปีใหม่ ตรุษจีน และเผยแพร่ทางเครือข่ายสื่อASTV ผู้จัดการในหัวข้อข่าวเรื่อง “สนธิ” จี้ทหารจับมือภาค ปชช.ปฏิวัติ ยึดอำนาจรัฐ ปกป้องสถาบัน



โดยนายสนธิกล่าวว่า การชุมนุมเคลื่อนไหวในครั้งต่อไป ไม่ใช่ออกมาสู้บนถนนอีก แต่ต้องยึดอำนาจรัฐสถานเดียว และต้องถึงคราวแตกหัก ไม่เช่นนั้นพระเจ้าอยู่หัวจะอยู่ไม่ได้ หากทหารไม่ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันกษตริย์ พี่น้องพันธมิตรฯจะทำหน้าที่เอง เราจะไม่ปล่อยให้พวกแมลงสาบออกมาตีกินอีก พร้อมเรียกร้องให้ทหารร่วมมือประชาชนรีบออกมาปฏิวัติโดยเร็ว เพื่อยึดอำนาจรัฐให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ผมจะบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้นั่งเฉยๆ ผมเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะออกมาสู้ แล้วสู้ครั้งนี้ พี่น้อง ไม่ใช่มาประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด ผมเป็นคนแรกที่ผมบอกว่า ทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำพระเจ้าอยู่หัว และถ้าออกมาครั้งนี้ ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการที่จะให้ไอ้พวกแมลงสาบมาตีกินพวกเราอีก ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้ว มีพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะค้ำจุนประเทศชาติได้ ทหารอย่านั่งเฉย รีบออกมาปฏิวัติเสีย แล้วพันธมิตรฯ ทั่วประเทศจะออกมาร่วมกับทหารยึดประเทศไทยคืนมาจากไอ้พวกชั่วๆ

ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวของนายสนธิเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 มาตรา 114 มาตรา 116 ฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่า


มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ

(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกัน เพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนของแผนการ เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฎหรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฎแล้วกระทำการใดอันเป็นการ ช่วยปกปิดไว้ ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี


มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

สำหรับเครือข่ายASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรที่เผบแพร่การกระทำความผิดของนายสนธิถือว่ากระทำผิดมาตรา มาตรา 85 วรรคหนึ่ง

"ผู้ ใดโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และความผิดนั้นมีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่าหกเดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ถ้าได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการโฆษณาหรือประกาศตามความในวรรคแรก ผู้โฆษณาหรือประกาศต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ"

มาตรา 90 "เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด"

ทั้ง นี้เมื่อพบเห็นนายสนธิกระทำผิดกฎหมายชัดแจ้ง หากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามกฎหมายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่นำนายสนธิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่นั้นมีความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งระบุไว้ว่า

ผู้ ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ

.........


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ทนาย นปช.แจ้งจับ “สนธิ-เสธ.อ้าย” กล่าวหายุทหารปฏิวัติ