dmc

ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

Saturday, 20 October 2012

Joe Gordon: จากคุกสู่เสรีภาพ

ที่มา Thai E-News

 20 ตุลาคม 2555
โดย โจ กอร์ดอน
ที่มา Joe Gordon

หลังจาก 3 เดือนที่ได้รับปล่อยตัวออกจากคุกที่ถูกคุมขังกว่าหนึ่งปีตั้งแต่ถูกจับกุม ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อ 25 พฤษภาคม 2554 ในข้อกล่าวหาว่าแปลหนังสือ Thai King Never Smile หรือชื่อไทย กษัตริย์ที่ไม่เคยยิ้ม  วันนี้โจ กอร์ดอน เขียนเล่าถึงความรู้สึกแห่งการได้รับอิสรภาพวันแรก


สุดท้ายแล้วผมก็ได้สูดกลิ่นไอของอิสรภาพ มีชีวิตเหมือนผู้คนทั่วไปที่ปรกติธรรมดา ผมไม่ใช่และไม่ได้เป็นอาชญากร ดังนั้นผมจะใช้เวลาให้มีความหมายกับชีวิต อย่างที่ผมต้องการให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อเอาสิ่งที่ผมสูญเสียไปกลับคืนมาให้มากที่สุด ...

ผมอยากใช้ห้องน้ำส่วนตัวที่สะอาดเช่นนี้ นั่งโถส้วมที่สบายไม่เจ็บหัวเข่า โดยที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมาเวลานั่งถ่ายหรืออาบน้ำเหมือนอย่างในคุก ผมถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำสะผมชำระล้างร่างกายให้สะอาด ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่ผมต้องการ นี่คือมาตรฐานการมีชีวิตอยู่ของผม ไม่ใช่การมีชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าที่สกปรกโสโครก ที่ถูกเอาไปกักขังไว้ในคุกของประเทศไทย.

 

1. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2512

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 03:37 ·



เขียนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2012:

1. วันนี้เป็นวันที่ครบรอบ 3 เดือน ที่ผมได้รับอิสรภาพปล่อยตัวออกจากคุก โดยได้รับการพระราชทานอภัยโทษพิเศษ(คนเดียว)เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมาในเวลากลางคืน ผมยังจำบรรยากาศตอนที่เดินออกจากประตูคุกได้ว่ามันมืด ไม่มีใครเลย ผมใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด ในมือถือถุงพลาสติกใส่หนังสือที่ Suzy ส่งเข้าไปให้อ่าน เจ้าหน้าที่พาเดินไปยังอาคารด้านข้างที่มีไฟสว่างอยู่ เปิดประตูเข้าไปยังเห็นคนทำงานกันอยู่หลายคน ผมมองไปเห็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันยืนอยู่ข้างหน้าผม ทุกคนมีอาการสำรวม ผมเซ็นเอกสาร แล้วเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างพาผมขึ้นรถตู้สีดำ ขับวิ่งออกไปสู่ถนนในยามกลางคืน ผมมีความรู้สึกมึนงง ในใจคิดว่าผมได้รับอิสระแล้วหรือ หรือว่าพวกเขาจะพาผมไปที่ไหนอีก........
แต่ก็ไม่มีคำพูดอะไรมากนักในรถคัน นั้น รถตู้สีดำของสถานทูตวิ่งฝ่าไปบนถนนในยามกลางคืน เหมือนเขารู้ดีว่าจะพาผมไปยังที่แห่งใด....

2. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2012

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 04:23 ·

 

2 เราคุยกันน้อยมากในรถตู้สีดำคันนั้น ซูซี่ถามผมว่าจะดื่มน้ำอัดลมกระป๋องที่แช่เย็นไว้ไหม ผมขอบคุณเธอแต่ไม่อยากดื่มอะไรทั้งสิ้น เมื่อรถวิ่งออกมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้ว ทุกคนในรถมีความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก โดยเฉพาะผมที่คิดว่าพ้นเคราะห์ไปเสียที ส่วนเจ้าหน้าที่สถานทูตมีความรู้สึกเหมือนโล่งอกและเบาใจเมื่อภารกิจได้ เสร็จสิ้นลงไป 
ตั้งแต่ตอนที่เขารับตัวผมไปอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเขา ผม เองก็รู้สึกว่ามีความปลอดภัยเช่นกัน และคิดว่าคงไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย จะมากลั่นแกล้งผมได้อีกในตอนนี้ เพราะผมอยู่ภายใต้ปีกของพญาอินทรีย์เหล็กแล้ว 
ทิมหันมาถามว่าผมรู้สึกอย่างไรบ้าง ผมตอบว่า ผมยังรู้สึกงงและวิงเวียนต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ว่ามันเป็นไปได้แล้ว ผมได้รับอิสรภาพจริงๆ


คนขับรถตู้สีดำของสถานทูตอเมริกัน ขับรถมุ่งหน้าไปบนทางด่วน ผมมองดูตึกอาคารข้างทางที่มีแสงไฟระยิบระยับไปหมด ผมไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมไม่รู้จักเส้นทางในกรุงเทพเลย ผมรู้ว่ามันนานมาแล้ว ที่ผมได้นั่งรถติดแอร์ที่แสนสบายอย่างนี้ ผมนั่งอยู่ที่เบาะหลังแถวที่สอง ส่วนด้านหน้าที่นั่งคู่กับคนขับรถนั้นคือกงสุลใหญ่ อลิซาเบท แพลท ผมเรียกชื่อเล่นเธอว่า ซูซี่ ส่วน ทิม สวอนสัน คือหัวหน้าฝ่ายบริการสัญชาติอเมริกัน เขานั่งข้างกับผมตรงด้านหลังคนขับ ท้ายสุดคือคุณหนุ่มเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต ที่คอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย คุณหนุ่มนั่งแถวสามข้างหลังสุดของรถตู้ในคืนวันนั้น


รถตู้สีดำวิ่งบนทางด่วนเริ่มชิดซ้ายแยกลงมาบนถนนในเมือง เลี้ยวไปตามทางโค้งที่มุมถนนมีสัญญาณไฟเขียวไฟแดง แล้วก็ขับตรงต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งผมก็จำไม่ได้ว่ารถเราวิ่งผ่านสัญญาณไฟจราจรมากี่จุดแล้ว จนกระทั่งคุณหนุ่มบอกคนขับรถว่า เราใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว 
ผมถามทิมเป็นภาษาอังกฤษว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน ทิมตอบผมว่าไม่ไกลจากสถานทูตมากนัก และผมจะได้พบกับคนที่เขารอพบผมอยู่ 
ผมรู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจว่าเขาหมายถึงใคร สักครู่คุณหนุ่มกดโทรศัพท์พูดเป็นภาษาไทย บอกตำแหน่งว่ารถใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว เตรียมตัวรับผมได้ และถามต่อไปว่า มีใครอยู่ในบริเวณนั้นบาง เพราะเขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของผมมาก คำตอบคือทุกอย่างเรียบร้อยปลอดภัย สักครู่คุณหนุ่มบอกให้คนขับเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าตึกแห่งหนึ่ง มีแสงไฟสว่าง แต่เงียบ ดูเหมือนไม่มีผู้คนจุ้นจ้านมากนัก.................
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

3. คืนอิสรภาพ: 10 กรกฎาคม 2012

by Joe Gordon on Friday, 19 October 2012 at 19:08 ·



3. ผมมองไปที่ด้านหน้าของอาคาร มีชาวต่างชาตินั่งคุยกัน ประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเองได้โดยอัตโนมัติ และแล้วประตูรถตู้ก็เปิดออก ทุกคนต่างพากันลงจากรถ ผมรู้สึกประหม่าในตัวเอง เพราะผมยังใส่รองเท้าแตะ นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อยืด และถือถุ่งพลาสติกใส่หนังสือและเอกสาร สารรูปของผมเหมือนคนที่เพิ่งออกมาจากคุกจริงๆ ผมอายที่จะเดินเข้าไปในตัวอาคารที่สวยหรู่แบบนี้ ผมเหมือนกับคนอนาถา สกปรก น่ารังเกียจ 
ซูซี่มองดูผมถือถุงพลาสติกใส่หนังสือ เธอคงสงสัยว่า ผมยังมีสมบัติอะไรที่น่าหวงแหนถือออกมาจากคุกอีก ซูซี่ ทิมและคุณหนุ่มพากันเดินนำหน้าผม ขึ้นบันไดตรงไปที่ประตูอาคาร ผมก้าวเดินตามไปติดๆ
เมื่อประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดออก เราพากันเดินเข้าไป ผมเห็นคนที่ผมรู้จักที่เป็นเพื่อนสนิทของผมในเมืองไทย เธอมีอาการตื่นเต้น ยืนรออยู่ด้วยความดีใจ เธอโอบกอดแสดงความดีใจกับผม และน้ำตาซึมไหลออกมา เราต่างกอดให้กับอิสรภาพ 


มันเป็นวันที่เราต่างรอคอยมาอย่างเนิ่นนาน 

ผมทักทายกับเพื่อนใหม่อีกสองคน ผมเคยเห็นเขามาก่อน เพราะเขาเคยไปเยี่ยมผมในคุก เรารู้จักกันผ่านกระจกห้องเยี่ยมเท่านั้น ผมถามพวกเขาว่า ทำไมไม่มีใครไปรับผมที่หน้าเรือนจำเลย เขาบอกผมว่า เหตุการณ์ปล่อยตัวของผมนี้ เป็นไปอย่างเงียบเชียบที่สุด ไม่มีใครคาดหมายมาก่อนว่าจะเป็นจริงได้ จนกระทั่งได้รับสัญญาณจากทางสถานทูตในช่วงบ่าย

สักครู่ เจ้าหน้าที่สถานทูตเดินเข้ามา และขออนุญาตพูดกับผมเป็นการส่วนตัว เราพากันไปนั่งที่โซฟาที่บริเวณลอบบี้ 


ซูซี่ถามทิมว่า เขาควรจะคุยธุระต่อกับผมตอนนี้เลยดีไหม แต่ทิมบอกว่า คุยกันวันพรุ่งนี้ก็ได้ ซูซี่เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรานัดเจอกันอีกครั้งในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ประมาณแปดโมงครึ่งที่ร้านกาแฟด้านข้าง เธอบอกว่าที่นี่มีขนมปังหลายชนิดอร่อยให้เลือก เพราะเธอเคยแวะมานั่งกินเป็นประจำ อาหารเช้าที่นี่ใช้ได้เป็นแบบอเมริกันและนานาชาติด้วย 

ผมถือโอกาสฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่สถาน ทูตอเมริกันทุกคนที่ช่วยเหลือผม และผมยังขอฝากขอบคุณเป็นพิเศษไปยัง คริสตี้ เคนนี่ เอกอัคราชทูตอเมริกันประจำประเทศไทยด้วย 

ต่อมาผมจับมือขอบคุณตามประเพณีอเมริกันกับ ซูซี่ ทิม และคุณหนุ่ม จากนั้นเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดก็ขอตัวกลับ ปล่อยให้ผมได้พบคุยกับเพื่อนสนิท และพักผ่อนต่อไป



เมื่อเจ้าหน้าที่สถานทูตลากลับไปแล้ว ผมกับเพื่อนสนิทและเพื่อนใหม่อีกสองคน เราพากันเดินไปที่ร้านกาแฟ เลือกนั่งที่โต๊ะด้านนอกระเบียง มีลมพัดมาเบาๆในยามกลางคืน พนักงานผู้หญิงถือสมุดสั่งอาหารเล่มใหญ่มาแจก รายการอาหารเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส 
ผมเห็นราคาอาหารแต่ละอย่างแล้วตกใจ เพราะผมไปอยู่ในคุกมาเป็นเวลาปีกว่า ผมคิดว่าราคาอาหารมันแพงมากเกินไปสำหรับผม ผมเลยไม่รู้สึกหิวอะไร 
ผมสั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น ส่วนเพื่อนๆสั่งอาหารไทยรสจัดมากิน
 เราพูดคุยกันเรื่องทั่วไป ผมเหลือบมองดูถนนที่มีรถวิ่งผ่านไปมา ถอนหายใจ และบอกกับตัวเองว่า 
สุดท้ายแล้วผมก็ได้สูดกลิ่นไอของอิสรภาพ มีชีวิตเหมือนผู้คนทั่วไปที่ปรกติธรรมดา ผมไม่ใช่และไม่ได้เป็นอาชญากร ดังนั้นผมจะใช้เวลาให้มีความหมายกับชีวิต อย่างที่ผมต้องการให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อเอาสิ่งที่ผมสูญเสียไปกลับคืนมาให้มากที่สุด

ราวสามทุ่ม เพื่อนของผมต่างขอตัวกลับบ้าน ผมขอบคุณพวกเขาอีกครั้ง ผมเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องที่จัดไว้ เป็นห้องใหญ่เหมือนโรงแรมอย่างดี 
ผมเปิดประตู้ห้องเข้าไป แอร์เย็นสบาย ผมก้มมองดูพื้นไม้ ด้านข้างมีครัว ตู้เย็น เคาน์เตอร์ล้างจาน และมีโต๊ะทานอาหารวงกลม มีโซฟาใหญ่ให้นั่งเล่นพร้อมเคเบิลทีวีให้ดู มีโต๊ะเขียนหนังสือ โคมไฟบนโต๊ะและบนพื้น 
ผมเดินเลี้ยวขวาไปเป็นห้องนอน มองดูเตียงขนาดใหญ่ที่มีผ้าปูที่นอนขาวสะอาดขึงไว้ตึง และด้านข้างมีห้องน้ำที่มีพื้นที่กว้างขว้างเป็นส่วนตัว มีโถส้วมสีขาวสะอาดให้นั่ง มีที่อาบน้ำอุ่น และอ้างล้างหน้า มันเป็นสิ่งที่ผมนึกถึงตลอดเวลาที่อยู่ในคุก 
ผมอยากใช้ห้องน้ำส่วนตัวที่สะอาดเช่นนี้ นั่งโถส้วมที่สบายไม่เจ็บหัวเข่า โดยที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมาเวลานั่งถ่ายหรืออาบน้ำเหมือนอย่างในคุก ผมถอดเสื้อผ้าออก อาบน้ำสะผมชำระล้างร่างกายให้สะอาด ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่ผมต้องการ นี่คือมาตรฐานการมีชีวิตอยู่ของผม ไม่ใช่การมีชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าที่สกปรกโสโครก ที่ถูกเอาไปกักขังไว้ในคุกของประเทศไทย