dmc

ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

Monday, 22 October 2012

ความรุนแรงที่ปฏิวัติ:โต้พวกเพ้อเจ้อ

ที่มา ประชาไท


จะใช้ความรุนแรงหรือไม่ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมต้องเลือกให้เหมาะสมกับ กาละ และ เทศะ  เพราะความรุนแรงเป็นวิธีการ,ไม่ใช่จุดหมาย ในเมื่อจุดหมายคือแค่ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง,ได้เป็นรัฐบาล การใช้ความรุนแรงไม่เพียงแต่จะไม่คุ้มค่าเท่านั้น แต่อาจจะเสียหายถึงขั้นผู้ใช้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ก็ได้  แต่ถ้าจุดหมายคือการเปลี่ยนแปลงระบอบสังคม,ชนชั้นหนึ่งโค่นล้มอีกชนชั้น หนึ่ง และเมื่อประเมินตามทัศนะของ แม็กซ์ เวเบอร์ ที่ว่ารัฐเป็นผู้ผูกขาดและใช้ความรุนแรงเหนืออาณาดินแดนหนึ่งๆแล้ว “ ความรุนแรง “ ก็กลายเป็นวิธีการที่ถูกบังคับให้เลือกเพื่อที่จะบรรลุจุดหมายดังกล่าว   นอกเสียจากจะล้มเลิกความมุ่งหมายของตนเสีย
ไม่ว่าใคร,ชนชั้นอะไร หรือ ยากดีมีจนอย่างไร,ก็ไม่มีใครอยากสูญเสียบาดเจ็บล้มตายทั้งสิ้น    แต่จะชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาเรื่องความรุนแรงนั้นต้องไม่มองความรุนแรงโดดๆเหมือนกันไปหมด  แต่ต้องจำแนกอย่างวิภาษ เมื่อประชาชนเดินขบวนอย่างสันติ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วกลับมีการใช้ความรุนแรงที่”ปฏิกริยา”เข้าปราบปรามด้วยทหารตำรวจติดอาวุธ ก็ชอบธรรมที่อีกฝ่ายจะใช้ความรุนแรงที่”ปฏิวัติ”เข้าต่อต้าน   ในระยะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ผูกขาดการใช้อำนาจรัฐกดขี่ข่มเหง ผู้คนทั้วทั้งแผ่นดินไปสู่การมีสิทธิเสรีของประชาชน,การจัดสรรแบ่งปันที่ เป็นธรรมและทั่วถึง   นอกจากความรุนแรงแล้ว  จะมีหมอตำแยไหนมาทำคลอดให้สังคมใหม่ ?
โดยธรรมชาติแล้ว ประชาชนไม่มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง เมื่อพวกเขาตัดสินใจใช้ความรุนแรง ย่อมเกิดจากเงื่อนไขที่แน่นอนเงื่อนไขหนึ่ง    พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะแรกนั้น ก็ดำเนินงานอย่างสันติโดยร่วมมือกับพรรคก๊กมิ่นตั่งซึ่งกุมกลไกรัฐทหารตำรวจ ในขณะนั้นเพื่อปราบขุนศึกภาคเหนือ  เมื่อ เจียง ไค เช็ค หักหลังการปฏิวัติทำรัฐประหาร เปิดฉากเข่นฆ่าบรรดาผู้รักความเป็นธรรม ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ทำรัฐประหาร 12 เมษายน ค.ศ. 1927 จนถึงวันที่ 31 กรกฏาคม ค.ศ. 1927 ทั่วทั้งประเทศจีนมีผู้ถูกฆ่าตายไปแสนกว่าคน  เฉพาะที่มหานครซั่งไห่แค่วันที่ 12-14 เมษายน  มีกรรมกร นักศึกษา และประชาชนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าห้าพันคน( ประมาณการภายหลังโดย โจว เอิน ไหล ) ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1927 พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงรวบรวมกำลังที่เหลือจากความเสียหายอย่างหนักหน่วง ก่อการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธที่นครหนานชาง มณฑลเจียงซี
วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1930  ชาวนาหลายพันคนเดินขบวนประท้วงอย่างสงบ ที่เมืองหวิ่น  ในเวียดนามภาคกลาง รัฐบาลเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในขณะนั้น ใช้เครื่องบินยิงกราดและทิ้งระเบิดลงใส่ขบวนแถวผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ  มีผู้เสียชีวิตทันที่กว่าสองร้อยคน  บาดเจ็บเรือนพัน เฉพาะปี1930 -1931 สองปีนี้มีผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิด,ยิงใส่,ตัดหัวเสียบประจานจนถึง ทรมานจนตาย ไม่ต่ำกว่าหมื่นคน นำไปสู่การจัดตั้งขบวนการ”เวียตมินห์” ซึ่งขยายตัวไประหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จนสามารถเอาชนะกองทหารฝรั่งเศสในสมรภูมิ “ เดียน เบียน ฟู “ อันเลื่องลือ และสถาปนาเวียดนามเหนือเป็นเอกราชได้. ในเวียดนามใต้  การเข่นฆ่าผู้ประท้วงชาวพุทธที่ชุมนุมมือเปล่าบริเวณ เจดีย์” ซาโหล่ย “ สังหารพระและประชาชนกว่าร้อย โดยรัฐบาล โง ดินห์ เดียม,   การกวาดล้างจับกุมตลอดจนการบังคับกวาดต้อนชาวนาในชนบทสิบล้านคนเข้าสู่” หมู่บ้านยุทธศาสตร์ “ เพื่อแยก “ น้ำ “ ออกจาก “ ปลา “ อันนำมาซึ่งความทุกขเวทนาบ้านแตกสาแหรกขาด โดยรัฐบาล เหงียน วัน เทียว    จนถึงจุดสูงสุดของการเข่นฆ่าปราบปรามด้วยการทิ้งระเบิด” ปูพรม “ โดยฝูงป้อมบินยักษ์  บี 52 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ลงใส่ฮานอยและเมืองท่าไฮฟอง อย่างต่อเนื่อง ผลของมันคือการปลดปล่อยเวียดนามใต้และรวมประเทศด้วยกำลังอาวุธ เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975
ในประเทศไทยเราเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่จะแตกต่างไปจากประเทศอื่น การใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามก็เป็นเหตุให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งใช้การต่อสู้อย่างสันติมา 23 ปี ตัดสินใจต่อสู้ด้วยอาวุธในปี พ.ศ. 2508 แม้ขบวนการดังกล่าวจะเพลี่ยงพล้ำจนพ่ายแพ้ไปในช่วง 2530 แต่ก็ด้วยสาเหตุที่ประเมินสถานการณ์การเมืองผิดพลาดทั้งในประเทศและทางสากล มิใช่กำหนดใช้วิธีการที่ผิดพลาด ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกเปิดเผยเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปแล้ว จึงไม่ต้องกล่าวรายละเอียดในที่นี้      ที่ควรให้ความสนใจคือหลังจากนั้น ประชาชนเราก็ “ สมาทาน สันติ-อหิงสา “ เสมอมา  ชนชั้นปกครองที่กุมกลไกรัฐใช้ความรุนแรงแต่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ไม่ว่าใน ปี 2535 ,2552 และ 2553 ประชาชนเรายืนหยัดต่อสู้ด้วยความไม่รุนแรงอย่างอดทน ต่อสู้แบบยอมเสียเลือดเสียเนื้อบาดเจ็บล้มตายจนกระทั่งลงคะแนนเลือกตั้งได้ เสียงข้างมากในสภา นำสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่พอจะเป็นเครื่องแสดงความต้องการของประชาชนอย่าง เป็นรูปธรรมเท่านั้น  เพียงแค่นี้ ชนชั้นนำที่กุมกลไกรัฐอย่างแท้จริงก็ยังใช้กลไกของพวกเขาพยายามเบียดขับ รัฐบาลที่คนส่วนใหญ่เลือกมาทั้งๆที่รัฐบาลนี้ก็ประนีประนอมกับชนชั้นนำดัง กล่าวเป็นด้านหลักด้วยซ้ำ  ความพยายามอย่างต่อเนื่องโดยใช้ทุกกลไกที่ตนมีและโดยไม่เลือกวิธีการของชน ชั้นนำกลุ่มนี้ที่จะผลักไสประชาชนให้หมดความอดทน เมื่อใดที่ แม้หนทางรัฐสภาซึ่งพวกซ้ายไร้เดียงสา ประณามว่า “ ฉวยโอกาสเอียงขวา “ ก็ไม่มีให้เดินแล้ว เท่ากับว่าพวกเขาบังคับให้ประชาชนเราใช้”วิธีอื่น “ นั่นเอง
สำหรับประชาชนเรานั้น  มิใช่เอะอะอะไรก็จะใช้ความรุนแรงแต่ถ่ายเดียว ประชาชนเรานั้นรักสันติเสียยิ่งกว่าฝ่ายที่เป็นชนชั้นปกครองเสียอีก จะใช้ความรุนแรงก็ต่อเมื่อฝ่ายชนชั้นปกครองบีบบังคับเสียจนไม่เหลือทาง ต่อสู้ใดๆ ,ใช้โดยความจำเป็น   รุนแรงหรือสันติ เรามองสิ่งเหล่านี้อย่างสัมพัทธ์  เมื่อสังคมก้าวไปข้างหน้าจนถึงระยะที่ไร้ชนชั้น,ไร้การกดขี่ขูดรีด ทั่วทั้งสังคมมีความเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์ มนุษย์ต่อสู้เพียงเพื่อพัฒนาพลังการผลิต(เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์)เมื่อนั้น ความรุนแรงก็หมดความจำเป็น   วิธีการอันจำเป็นซึ่งกำเนิดจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์นี้ ก็จะดับสลายไปในประวัติศาสตร์เอง  ทัศนะต่อความรุนแรงของประชาชนเรา เรามองมันอย่างคลี่คลายขยายตัว ไม่ใช่โดดเดี่ยวและหยุดนิ่ง เช่นนี้
รุนแรง หรือไม่  กล่าวสำหรับประชาชนแล้ว เป็นไปตาม “ กาละ “ และ “ เทศะ “ อันเป็นเงื่อนไขประวัติศาสตร์  สิ่งเหล่านี้ประชาชนเราคิดและไตร่ตรองอย่างดีจนตกผลึก จึงมีความหมายแน่นอน   มิใช่กล่าวลอยๆเพียงแค่ประดับปากให้ดูสวยงามเท่านั้น
-----------------------------------------------------