dmc

ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

Wednesday, 15 February 2012

วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของ พลงอ.เปรม เพิ่มเติม อีกที ภาวะ Peace Talk

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

กระทู้นี้ต่อเนื่องจากกระทู้

http://www.tfn5.info/board/index.php?action=post;topic=34821.0;num_replies=33

จากข่าวนี้นะครับ

อ้างถึง
คนสนิทยัน "ป๋าเปรม" พร้อมรับคำเชิญรัฐบาลปูอีก หากเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 21:30:00 น.

ข่าว สดออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขามูลนิธิพล.อ.เปรม ติณสูลานน์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวถึงผลพวงหลังจากพล.อ.เปรม เดินทางไปเป็นประธานงานเลี้ยงรักประเทศไทย เดินหน้าประเทศไทย ที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนก็ไม่สามารถพูดได้ ให้ทางสื่อมวลชนได้ดูจากภาพก็แล้วกันว่าเป็นอย่างไร หากพูดออกไปเดียวเป็นประเด็นทางการเมือง แล้วจะทำให้ท่านอึดอัดมันไม่ดี การทำสิ่งใดก็ตามถ้าอยู่ในกรอบแล้วเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองก็ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน ซึ่งหากมีการเชิญท่านมาอีก และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ป๋าท่านยินดีสนับสนุนให้บ้านเมือง ดีขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งปกติแล้วท่านไม่ค่อยออกงานกลางคืนสักเท่าไร


ผมพอ ประเมินได้ว่า "การเคลื่อนไหว" ของ พล.อ.เปรม เป็นการเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์จริงๆ และคงได้มีการวางแผนกันเอาไว้ จึงมีการเคลื่อนไหวนี้

ส่วน "เป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์" ของพวกเขาว่าจะเป็นอย่างไรนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้ "จารชน" เพื่อสืบข่าวเอา ตามตำราพิชัยสงครามซุนหวู่

ผมไม่มีจารชนหรือ "ข่าววงใน" ก็ทำได้เพียงแค่การ "คาดการแบบมีเหตุผล" (Ratioanl Expectation) เท่านั้น

ผม คาดว่าพวกเขาคงรู้ถึงการ สูญเสียฐานมวลชน และพลังทางการเมืองที่เพิ่มชึ้นอย่างมากของคนเสื้อแดง ทำให้การเคลื่อนไหวที่ "ฝืนมวลชน" นั้นทำให้พวกเขาเสียมากกว่าได้ จึงมีการสร้างภาพการคืนดีกัน กับรัฐบาล

ก็เป็นงานสร้างภาพอีกแบบหนึ่ง

แต่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา หากมีโอกาสทำได้ ก็คงอยากกำจัดรัฐบาลนี้ ที่เป็นรัฐบาลภายใต้อิทธิพลของทักษิณ

แต่ การตั้งเป้าหมายแบบนั้น ในวันนี้มันคงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพ้อฝันและยากที่จะบรรลุเป้าหมายได้ หรือแม้แต่บรรลุ เป้าหมายได้ก็คงต้องใช้ "ต้นทุน" มหาศาล อาจขาดทุนมากกว่าที่จะได้กำไร (เหมือนการใช้ทหารทำรัฐประหาร และตุลาการภวิฒน์ ในห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งในที่สุดในวันนี้ก็แพ้อยู่ดี)

การนำเอาเครื่องมือ รัฐประหาร กับตุลาการภิวิฒน์กลับมาใช้ซ้ำอีก ในวันนี้ ผมคิดว่าเป็นการกระทำที่โง่มากกว่าฉลาด
อันนี้ผมความเห็นจากการวิเคราะห์ของผมนะครับ เขาอาจโง่ก็ได้ แต่เราไม่ควรประเมินว่าศัตรูโง่

ดังนั้นในวันนี้ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ จึงทำได้แค่ บ่อนทำลาย ขัดขา แต่ฉากหน้าก็แสดงความปรองดอง
คือ เบื้องหลังเขาก็คงพยายามบ่อนทำลาย ขัดขวางการทำงานของรัฐบาลนี้เท่าที่ "เครื่องมือที่เขามีอยู่สามารถทำได้" จนรัฐบาลอ่อนกำลังลง หรือ "เสื่อมความนิยมลง" หรือเกิดความขัดแย้งกับมวลชน ถึงเวลานั้น เขาอาจเคลื่อนไหวได้อีก

วันนี้เขาต้องประคองตัวไม่ให้ถูกทำลายไปก่อน
อย่างน้อยก็ฐานทางทหารในกองทัพ
เพราะการส่ง พล.อ.อ.สุกำพล เข้ามาเป็น รมต.กลาโหมของทักษิณ นั้นแสดงว่า ทักษิณต้องการรุก
การต่อต้านของฝ่ายตรงข้ามคงมี แต่ยากที่จะต่อต้านได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งตั้งหน้าประจัน ยิ่งขัดขวางการรุกได้ยาก

แกล้งทำตัวเป็นมิตร ลดท่าทีความเป็นศัตรูลง อาจหลอกให้ฝ่ายทักษิณ เพลาการรุกลงไปได้มากกว่า
อย่างน้อยก็น่าต่อรองได้มากกว่า การตั้งหน้าประจันบาน

ฝ่ายทักษิณก็อยากปรองดองอยู่แล้ว

ดังนั้นการต่อรองด้วยวิธีนี้น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าสำหร้บฝ่ายอำมาตย์ในสถานการณ์เช่นนี้

นี่คือ ยุทธวิธีของฝ่ายเปรม ที่ผมคาดการอย่างมีเหตุผล ได้ประมาณนี้
ส่วนการจะยืนยันข้อสมมุติฐานของผมนี้ คงต้องใช้ "จารชน" ข้อมูลวงใน มายืนยันสมมุติฐานนี้นะครับ

Re:

ผมคิดว่า ตอนนี้การเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายทักษิณ และ ฝ่ายอำมาตย์ คงเป็นการเคลื่อนไหวลวง เพื่อต่อรอง

เป็นช่วงเวลาของการ "เจรจา" ระหว่างศึกสงคราม ที่ได้ดำเนินการมากว่า 5 ปี

ช่วงการเจรจา ทางการทูตเช่นนี้ เราคงมองภาพที่ออกมาเฉพาะหน้าอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องวิเคราะห์ลึกลงไปว่า

"เป้าประสงค์ที่แท้จริง" ของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร เพราะแต่ละฝ่ายก็คงเคลื่อนไหวลวง เพื่อให้ต่อรองได้มากที่สุด

ดังนั้น เราจึงเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอำมาตย์
เราอาจพอใจ ไม่พอใจบ้าง ก็เป็นสิทธิในการแสดงออก ที่เป็นการ "ส่งข่าวสาร" ให้กับฝ่ายของเราว่า
การต่อรองตรงนี้ ข้อตกลงตรงนี้ เราไม่ชอบนะโว๊ย

หากไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกนดังๆ เหมือนเรื่อง 112
หากดังพอ พวกเขาก็ต้องเปลี่ยนท่าที เสนอเงื่อนไขการเจรจาใหม่

อันนี้เป็นธรรมชาติของการเจรจา

ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นวันนี้จึงเป็น สถานการณ์ "เจรจาทางการทูต" Peace Talk ของทั้งสองฝ่าย
เหมือนที่เราเคยเห็นอเมริกา กับโซเวียตเจรจาต่อรองสนธิสัญญาลดอาวุธกัน สมัยปลายสงครามเย็น ที่ต่างฝ่าย
ต่างมีเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ตนเองได้เปรียบในการต่อรองให้ได้มากที่สุด

สถานการณ์วันนี้จึงไม่ใช่ สถานการณฺ์สงครามเหมือนก่อนปี 2554

เมื่อมีการเจรจา Peace Talk เราก็คงเห็นเล่ห์เหลี่ยมอีกมาก

ผลของ Peace Talk อาจนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ก็ได้นะครับ ไม่ใช่จะนำไปสู่สันติภาพเสมอไป หากแต่
ละฝ่ายไม่สามารถตกลงเงื่อนไขของกันและกันได้ การรุกอีกครั้งก็จะเกิดขึ้น หรือเราอาจเห็นท่าทีที่เป็น "ปรปักษ์" หรือ
แข็งกร้าวมากขึ้น หากการเจรจาไม่เป็นที่น่าพอใจ

Re:

โดย boonmie

ผมอยากจะช่วยวิเคราะห์ด้วยครับเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากจริงๆ

ผมตั้งสมมติฐานว่า เปรมเป็นตัวแทนของอำนาจโบราณ ละกันนะครับเพื่อความปลอดภัย

แนวคิดในการตัดสินก้าวของอำมาตย์น่าจะมีสองประเด็น คือ

1.การดำเนินการครองอำนาจผ่านทางองค์กรและหน่วยงานต่างๆของรัฐ ดังเช่นที่ผ่านมา
แต่ ติดปัญหาตรงที่ประชาชนจะสามารถลุกฮือเหมือนเหตุการณ์ในต่างประเทศเมื่อปีที่ แล้วหรือไม่ ห้วงเวลาไม่ถึงร้อยปีนี้อำนาจที่ครอบงำประชาชนผ่านทางโปรพากานดา ยังคงความศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือเปล่า

ผมว่านี่เป็นปมปัญหาที่น่าปวดหัวของฝ่ายอำมาตย์ หากเขายังไม่ตกผลึกเรื่องนี้จังหวะก้าวของเขาก็จะยังไม่ชัด

และ 2.การตัดสินใจ "ปิดประเทศ" เพราะมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ต้องง้อประเทศใดๆในโลกนี้ทรัพยากรของประเทศนี้ เพียงพอที่จะทำให้เสวยสุขได้ไปอีกนาน (กรณีนี้น่าจะมีความเป็นไปได้น้อย เพราะพม่าก็ยังฝืนกระแสโลกไม่ได้)

ผมมองสองมุมเพื่อให้เพื่อนสมาชิกนำเป็นข้อมูลในมุมมองทั้งสองประเด็น

อัน นี้ผมลองคิดว่าตัวเองเป็นอำมาตย์นะครับ และพอจะสรุปทิศทางที่เป็นไปได้ว่าถ้าต้องการครองอำนาจต่อไปต้อง "ซูเอี๋ย" และให้ทักกี้อยู่ภายใต้การกำกับให้ได้ (แต่อารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีอำนาจล้นฟ้าเป็นอย่างไรนั้นผมมิอาจคะเนได้ เพราะไม่เคยเป็น)

ซึ่งก็น่าจะออกมาในรูปปรองดอง (ตามแบบที่คุณลูกชาวไทยว่าไว้) แต่งานนี้ถ้าทักกี้ยอมประชาธิปไตยก็จบเห่

มอง ไปที่ประชาชนคนตาดำๆ ว่าหากผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่าย "ปรองดอง" กันได้จะเกิดอะไรขึ้น ผมมองว่าคนเสื้อแดง และคนเสื้อเหลือง และสลิ่มทั้งหลาย คงไม่พอใจแน่นอน

นั่นหมายความว่า ทั้งอำมาตย์และแม้วจะสร้างศรัตรูขึ้นทุกกลุ่มเลย เพราะคนเสื้อแดงที่สูญเสียและถูกจองจำคงไม่แฮปปี้นักกับการจับมือฆาตกร และคนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทั้งหลายก็ย่อมรู้สึกเหมือนว่าสุดท้ายประเทศ ชาติก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยตรงไหน แน่นอนการซูเอี๋ยย่อมไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นแค่การ "สมประโยชน์" ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

คนเสื้อเหลืองเอง ก็รับไม่ได้กับอำนาจของตัวเองที่ต้องสูญเสียไป โดยเฉพาะแกนนำที่ครองอำนาจอยู่ในหลายๆองค์กร

ยิ่งสลิ่มยิ่งรับไม่ได้เพราะ นั่นหมายถึง แมลงสาปปชป.ถึงคราวสูญพันธ์

ดูๆ เหมือนการวิเคราะห์ของผมจะ "เพิ่งคิดได้" ดังนั้นน่าจะมีจุดบกพร่องไปบ้าง เพราะคิดไปพิมพ์ไปยังไม่ได้ตกผลึก ผิดพลาดยังไง พสมช. คิดแย้งได้เลยครับ

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

ดีครับคุณ Boonmie ที่ช่วยกันวิเคราะห์ จะได้ต่อยอดออกไป

การ วิเคราะห์แบบ "สดๆ" นี่แหละผมว่าเป็นการดึงส่วนที่อยู่ในใจของเราออกมา ผิดถูก สมบูรณ์หรือไม่ ก็ไม่มีปัญหามากนัก เพราะการวิเคราะห์ก็คือความคิดของเรา คนอื่นสามารถมาเติมเต็มหรือโต้แย้งได้

เรื่อง การโปรประกันดา ว่าได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่ ผมว่า 5 ปีมานี้พิสูจน์ได้ชัดเจนแล้ว หากยังไม่ทราบก็คงไม่รู้จะว่าโง่อย่างไร อย่างน้อย "การสำรวจโพลอีสาน" ก็บอกว่าวันนี้ประชาชนรับข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตมากกว่าหนังสือพิมพ์ สื่ออินเตอร์เน็ตคือความหลากหลาย ยิ่ง "ความคิดด้วยแล้ว" ยิ่งหลากหลาย และเป็นสื่อสองทาง เหมือน "เว็บบอร์ด" ต่างๆ การครอบงำทางความคิดทำได้ยาก ส่วนเรื่องการปิดประเทศนั้นลืมไปเลย เพราะลำพังเรื่อง "พลังงาน น้ำมัน" ก็คงตายภายใน 1 เดือน หากอยากล่มสลายโดยเร็ว ก็ขอให้ปิดประเทศ รับรองไม่เกิน 3 เดือน ไม่เกิดรัฐประหารซ้อน ก็เกิดปฎิวัติประชาชน จากคนที่ตกงาน อดอยาก

ส่วนเรื่องการ ซูเอี๋ยของทักษิณกับอำมาตย์นั้นผมว่าคงมีแนวคิดนี้อยู่ แต่ว่ามันจะให้ผลเหมือนที่ต้องการหรือไม่ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สังคม ไทยกำลัง "ก้าวไปสู่การเป็นสังคมที่มีรายได้ระดับกลาง" คนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐมีมาก และประชาชน "รักษาสิทธิของตน ออกเสียงเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์" และเขาก็พร้อมที่จะออกเสียงไปในทางที่พวกเขาต้องการ

หากทักษิณซูเอี๋ยกับอำมาตย์ แล้วบริหารประเทศไม่ได้ตามที่ต้องการ เศรษฐกิจไมเติบโต ก็คงอยู่ไม่ได้
แต่ จะบริหารประเทศให้เศรษฐกิจเติบโต และเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชน ก็จำเป็นต้องดึงสวนแบ่ง "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" ที่พวกอำมาตย์ครอบครองอยู่มาให้ประชาชนมากขึ้น กระทบ "ผลประโยชน์ที่แท้จริงของอำมาตย์" และชนชั้นนำ อยู่ดี

หรือการที่ ต้องจัดสวัสดิการมากขึ้น ก็ต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งในยุโรปปัจจุบันเก็บ 40-50% ของ GDP ส่วนไทยเก็บแค่ 16-17 % ไม่เพียงพอที่จะดำเนินนโยบายสวัสดิการ ซึ่งผู้เลือกตั้งต้องการ ดังนั้นก็ต้องเก็บเพิ่ม หากไม่ทำ ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล

ผมว่าทักษิณ ซูเอี๋ย เฉพาะกับ "อำนาจโบราณ" ประมาณ5 คน family เท่านั้น คือ รักษาให้องค์กรนี้อยู่ต่อไปได้ สัญญาว่าไม่กระทบกับองค์กรนี้ อะไรประมาณนี้ ซึ่งในที่สุดแรงบีบของสังคม ก็คงปรับตัวไปแบบยุโรป จะอยากปรับหรือไม่ ก็ต้องปรับ ยังไงก็ต้องปรับ และต้องปรับแน่นอน ผมยืนยัน อาจทำโดยไม่สมัครใจ อยากทำ แต่ต้องทำแน่ อย่างน้อยก็คนต่อไป ซึ่งคงไม่นานนัก

ส่วนกลุ่ม "ชนชั้นนำ" ทุนเก่าอะไรนี้ ผมว่าถึงแม้อยากปรองดอง และทักษิณอยากปรองดอง แต่โครงสร้างทางสังคมในวันนี้ วันที่ "ผู้ออกเสียงเลือกตั้ง" ส่วนใหญ่ มีความตั้งใจชัดเจน ว่าชีวิตเขาต้องดีขึ้น มันก็ไปกระทบผลประโยชน์ของ "ทุนเก่า" ชนชั้นนำ อยู่ดี

ผมว่า family เขาเข้าใจผิดไปเองว่าผลประโยชน์ของเขา กับ "ทุนเก่าและชนชั้นนำเก่า" มันอันเดียวกัน โดยพวกชนชั้นนำ ทุนเก่าหลอก (หรือหลอกตัวเอง) อันที่จริง ผลประโยชน์ของ family คือ การดำรงอยู่ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางการเมือง เพราะเมื่อดำรงอยู่ อำนาจก็มีอยู่แน่นอนระดับหนึ่ง แต่หากอยากครอบงำสังคมไม่ให้กระดิก ก็เกิดภาวะจลาจลวุ่นวายแบบ 5 ปีที่ผ่านมาจนได้