ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

Tuesday, 7 December 2010

ใส่ตะกร้า ล้างน้ำ!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

111



คดีดับเพลิงอัปยศ
ชนักปักหลัง”อภิรักษ์”
12 ธันวาคมที่จะถึงนี้ จะมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. แทน ส.ส.ที่ถูกวินิจฉัยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ จากกรณีการถือครองหุ้นที่อยู่ในสัมปทานของรัฐ ลักษณะผูกขากตัดตอน และหุ้นสื่อสารมวลชน
ซึ่งแม้ว่าความสนใจส่วนใหญ่จะพุ่งไปที่ศึกชนช้างชิงเก้าอี้ที่นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร กับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ถูกสอยร่วงจากการเป็น ส.ส. แล้วยังถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทวงถามจริยธรรมทางการเมือง จนต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการด้วยกันทั้งคู่
ทำให้ที่อยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายองอาจ วชิรพงศ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย เป็นคนลงชนกับนายเกื้อกูล และมีนางกาญจน์มณี ทรัพย์พันธ์ พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย มาเพิ่มสีสัน

และที่นครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 นายอภิชา เลิศพชรกมล ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย ปะทะตรงๆกับนายบุญจง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งในอดีตนายอภิชา เคยชนะนายบุญจงมาแล้ว
ทั้ง 2 เขตจึงถูกจับตาเป็นอย่างมาก เพราะทั้งนายเกื้อกูลและนายบุญจง หลังพิงฝาตกอยู่ในสถานะที่แพ้ไม่ได้ ชนิดต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้แพ้ เพราะหากแพ้นอกจากพรรคจะเสียเก้าอี้ ส.ส.ให้กับพรรคฝ่ายค้านแล้ว
ยังจะชวดเก้าอี้รัฐมนตรี อดรีเทิร์นกลับมาแน่
แต่ไม่ใช่ว่าจะแค่เฉพาะอยุธยากับโคราชเท่านั้นที่จะดุเดือด พื้นที่เลือกตั้งในกรุงเทพฯ เขตเลือกตั้งที่ 2 ก็ดุเดือดเช่นกัน โดยนายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย จะต้องลงพิสูจน์ฝีมือกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์

แน่นอนว่าด้วยดีกรีอดีตผู้ว่า กทม. แถมยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แต้มต่อในการได้เปรียบจึงมีสูงมาก เพียงแต่สิ่งที่ทำให้สนามเลือกตั้งเขต 2 กทม. มีความคึกคัก และท้าทายความรู้สึกนึกคิดของคนกรุงเทพก็เพราะ การตัดสินใจส่งนายอภิรักษ์ลงเลือกตั้งในครั้งนี้ ของนายอภิสิทธิ์ และนายอภิรักษ์ในครั้งนี้
เป็นการส่งทั้งๆที่นายอภิรักษณ์ยังมีคดีรถดับเพลิงฉาว เป็นชนักปักคาหลังอยู่ในปัจจุบัน ประเด็นนี้สิน่าคิดว่า นายอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์เดินแต้มนี้เพื่อหวังอะไร

เพราะต้องไม่ลืมว่าคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ คดียังไม่จบ
ที่สำคัญการทุจริตจัดซื้อรถยนตร์และเรือดับเพลิงของ กทม. มีมูลค่าความเสียหาย มากกว่า 6,800 ล้านบาท เป็นการสูญงบประมาณไปเปล่าๆ โดย กทม.ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนคืนมาแม้แต่น้อย
ทุกวันนี้รถดับเพลิงก็จอดทิ้งอยู่ที่ท่าเรือ เป็นเวลาหลายปีๆจนสนิมกินแดงไปหมด เป็นการทำลายงบประมาณของ กทม.และของชาติลงไป อย่างน่าเสียดายยิ่ง

และเรื่องนี้แหละที่เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นายอภิรักษ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ทั้งๆที่เพิ่งได้รับเลือกกลับเข้าไปหมาดๆ เพราะถูกชี้มูลความผิดในคดีอาญา จะขัดขืนอยู่ในตำแหน่งต่อ ก็ไม่อาจต้านแรงกดดัน ที่กระหน่ำมาจากรอบทิศไม่ไหว
จำใจต้องลาออกไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และเตรียมการไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาลต่อไป

เพราะกรณีนี้ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 9 ต่อ 0 ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์ ในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,800 ล้านบาท

เป็นมติ 9 ต่อ 0 โดยที่ไม่มีกรรมการคนใดเห็นเป็นอย่างอื่นเลย โดยใช้เวลาในการพิจารณาชี้มูลเกือบ 10 ชั่วโมง
ซึ่งในวันนั้น ทั้งนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. และนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกันแถลงการชี้มูลการทุจริตโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของ กทม. ด้วยตัวเอง

โดยนายกล้านรงค์ระบุว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย.2547 ได้ทราบข้อมูลว่า มีการทุจริตโครงการดังกล่าว และมีการร้องเรียนเรื่องมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งมีการหารือในพรรคประชาธิปัตย์

ที่สำคัญยังพบว่าเอโอยูไม่ได้ส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง แต่นายอภิรักษ์กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อยกเลิกหรือระงับการดำเนินการตามสัญญา
นายอภิรักษ์เพียงแค่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดการจัดซื้อเท่านั้น

อีกทั้งการที่นายอภิรักษ์ขอให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาทบทวนการจัดซื้อตามโครงการนี้ตลอดมา ย่อมแสดงให้เห็นว่า นายอภิรักษ์ทราบข้อเท็จจริงว่า มีข้อบกพร่อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับอ้างว่า ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ และเป็นอำนาจของนายโภคิน พลกุล อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
รวมถึงมีการอ้างว่า ถูกเร่งรัดให้เปิดแอลซีแก่บริษัท สไตเออร์ ซึ่งคำกล่าวอ้างทั้งหมดไม่สามารถฟังได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงแล้ว อำนาจการบริหารงบประมาณทั้งหมด อยู่ที่ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่ของกระทรวงมหาดไทย

และการที่นายอภิรักษ์เปิดแอลซี เป็นเหตุให้ข้อตกลงซื้อขายที่นายสมัคร ลงนามไว้ มีผลผูกพันและบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญาต่อไป
ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติเอกฉันท์ ว่าการกระทำของนายอภิรักษ์มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ กทม. และฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
และหลังจากที่ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ เองนั้นแหละที่เป็นผู้ไปหารือกับนายอภิรักษ์ ที่คอนโดมิเนียมของนายอภิรักษ์ ในซอยสุขุมวิท 24 เพื่อล็อบบี้นายอภิรักษ์ให้ลาออกจากตำแหน่ง

เพื่อแสดงความรับผิดชอบ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.
ซึ่งนายอภิสิทธิ์คงน่าจะยังจำได้ดีว่าการหารือเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เพราะแม้นายอภิสิทธิ์จะพยายามพูดจาหว่านล้อมให้นายอภิรักษ์ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงสปิริต แต่กลับถูกนายอภิรักษ์ปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่ ป.ป.ช.ตัดสิน จึงไม่ยอมลาออก

แถมอ้างกับนายอภิสิทธิด้วยว่า ได้ปรึกษากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคในขณะนั้นแล้ว
เล่นเอานายอภิสิทธิ์ถึงกับบ่นว่าเหนื่อย ถ้านายอภิรักษ์จะทำอย่างนั้น
แต่สุดท้ายด้วยแรงบีบจากสังคม และการทวงถามจริยธรรมทางการเมือง เนื่องจาก เมื่อป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่ามีความผิดจริง นายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษาออกมา

ซึ่งแน่นอนว่าหากยังเกาะเก้าอี้ต่อไป ไม่ยอมลาออก ก็จะกระทบต่อการบริหารงานของ กทม. เพราะนายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าคดีนี้เมื่อเข้าสู่ชั้นศาลจะใช้เวลาเท่าไหร่

เจอประเด็นนี้เข้าสุดท้ายนายอภิรักษ์จึงยอมลาออกจากตำแหน่ง
ทำให้ต้องมีการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ชนิดติดๆกัน เพราะนายอภิรักษ์ต้องลาออก หลังจากที่ กกต.เพิ่งจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ไปได้ไม่นาน

ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของชาติโดยใช่เหตุ หากวันนั้นนายอภิสิทธิ์ ไม่ดื้อรั้นส่งนายอภิรักษ์ ลงชิงตำแหน่งผู้ว่า กทม. สมัยที่ 2 ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า นายอภิรักษ์มีคดีรถดับเพลิงฉาวคาราคาซังอยู่

ดังนั้นในรอบนี้การที่ นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจส่งนายอภิรักษ์ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 อีกครั้ง ทั้งๆที่เรื่องคดีต่างๆยังไม่จบนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาอีกเช่นกัน และแน่นอนว่าเสียงสำท้อนจากสังคมนั้นมีแต่ลบอย่างเดียว

คอลัมน์สำนักข่าวหัวเขียว ของไทยรัฐ เมื่อจันทร์ ที่ 22 พ.ย.2553 “แม่ลูกจันทร์” เขียนเอาไว้ ว่า
...แม่ลูกจันทร์ไม่รู้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ คิดอย่างไรถึงได้จับอภิรักษ์ใส่ตะกร้าล้างน้ำกลับมาลง ส.ส.กทม.เขต 2...
...ตัวเลือกอื่นๆมีให้เลือกเยอะแยะ แต่พระคุณท่านไม่เอา กลับเอาสินค้ามีตำหนิ มาขายคนกรุงเทพอีกแล้วโยม...

ดังนั้นนี่คือปรากฏการณ์ที่ท้าทายคนกรุงเทพฯเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นอย่างมาก
เพราะลำพังมีคดีปักหลังอย่างเดียวก็แย่มากๆแล้ว แต่นี่ยังพัวพันความเสียหายของประเทศชาติอีกมากมาย เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. คนปัจจุบัน ยอมรับเองว่าคดีรถ เรือดับเพลิงฉาว ได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 26 ต.ค.2553 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ซึ่งงานนี้ทางกทม.ได้ว่าจ้างทนายความชาวสวิตเซอร์แลนด์ และที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายระดับโลกให้ต่อสู้คดีรถดับเพลิงในชั้นอนุญาโตตุลาการ
แต่ก็ยอมรับว่าทีมของคู่กรณี คือ บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด ประเทศออสเตรีย ซึ่งใช้ทีมทนายความของบริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์ (สหรัฐอเมริกา) บริษัทแม่ของบริษัท สไตเออร์ฯ ซึ่งเป็นทีมทนายจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา ก็มีประสบการณ์ในคดีระดับโลกไม่แพ้กับฝ่ายไทยใช้เลย

แน่นอนว่าการใช้ทนายความระดับโลก ค่าใช้จ่ายก็ย่อมเป็นมาตรฐานทนายระดับโลกด้วยเช่นกัน ถามว่ากี่สิบกี่ร้อยล้านบาทที่เป็นเงินงบประมาณของประเทศชาติ ซึ่งก็เป็นภาษีจากประชาชนนั่นเอง ที่ต้องสูญเสียไป
ดังนั้นเมื่อคดียังไม่สิ้นสุด แล้วนายอภิสิทธิ์ กลับดันทุรังส่งนายอภิรักษ์ลงมาเลือกตั้งซ่อม ซ้ำรอยเดียวกันเป๊ะกับการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเสียเงินงบประมาณเสียเวลามาเลือกตั้งซ่อมกันใหม่

นายอภิสิทธิ์ ไม่เคยจำบทเรียน และไม่เคยนึกถึงความสูญเสียของประเทศชาติเลยหรือ
หรือว่าจริงๆแล้ว ดีดลูกคิดแล้วว่า จะใช้คะแนนเสียงที่นายอภิรักษ์จะได้รับนั้น มาเป็นการเรียกคะแนนเห็นใจจากระบบยุติธรรม!!!
ถามจริงๆทำแบบนี้ เป็นการ “ดูถูกคนกรุงเทพฯ หรือเปล่า!!?”
ทำไมจึงต้องเจาะจงเอาคนที่มีชนักปักหลังมาลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯด้วย