<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998</id><updated>2012-01-28T12:44:17.684+07:00</updated><category term='ฺ'/><title type='text'>dmc</title><subtitle type='html'>ส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://downmerngc.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>15782</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-9013302268003848</id><published>2012-01-28T12:41:00.001+07:00</published><updated>2012-01-28T12:44:17.696+07:00</updated><title type='text'>รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 27-1-2012</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34361" target="_new"&gt;thaifreenews&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?action=profile;u=3613" title="ดูรายละเอียดของ bozo"&gt;bozo&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="line-height: 1.3em;font-size:130%;" &gt;กาแฟ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object style="height: 390px; width: 640px"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/RCHIRW9zdWo?version=3&amp;amp;feature=player_embedded"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowScriptAccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/RCHIRW9zdWo?version=3&amp;amp;feature=player_embedded" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" width="640" height="360"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="line-height: 1.3em;font-size:130%;" &gt;&lt;a href="http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1055" target="_blank"&gt;http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1055&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-9013302268003848?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/9013302268003848'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/9013302268003848'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/27-1-2012.html' title='รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 27-1-2012'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-4893733145988555703</id><published>2012-01-28T12:38:00.002+07:00</published><updated>2012-01-28T12:41:16.307+07:00</updated><title type='text'>โหนนน เจ้าาาา จนตรอก บิดเบือนนิติราษฎร์ หวังปิดประเทศ</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34363" target="_new"&gt;thaifreenews&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?action=profile;u=3450" title="ดูรายละเอียดของ NuDang"&gt;NuDang&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="font-size: 15pt; line-height: 1.3em;"&gt;เปิดตำราการเมืองเล่น&lt;br /&gt;สูตรสำเร็จ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย&lt;br /&gt;แอบอิงสถาบันกษัตริย์ แย่งชิงอำนาจการเมือง&lt;br /&gt;หวังเพื่อทำลายล้างศัตรู จากบารมีของกษัตริย์&lt;br /&gt;ผิดเจตนา ที่กษัตริย์ได้...มอบอำนาจการปกครองให้ประชาชน&lt;br /&gt;แต่คนโหนเจ้า...ก็ได้ใช้บารมีหยิบอำนาจนั้นไว้กับตัวเอง&lt;br /&gt;ใช้ทหารเป็นเครื่องมือ เพราะมีอาวุธปืน ระเบิด รถถัง&lt;br /&gt;ใช่ว่าเหตุเกิดมาครั้งเดียว...แต่เกิดมาซ้ำหลายครั้ง&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็น หญิง ชาย เด็ก สตรี นักศึกษา หากขัดขืน&lt;br /&gt;ล้วนโดนกำจัดให้หายชีวิต ไม่ต้องมีใครมารับผิดชอบ&lt;br /&gt;................................&lt;br /&gt;ผบ.ทบ. นายประยุทธ  คาดหวังอะไร ?&lt;br /&gt;กับการจ้อไมค์ออกทีวี  .......กล่าวหานิติราษฎร์ ไม่จงรักภักดี&lt;br /&gt;เขาไม่รู้ใช่ไหม ว่าการใช้วิธีดังกล่าวจะเกิดผลอย่างไรตามมา&lt;br /&gt;หรือกำลังขาดสติ ใช้อารมณ์ มากกว่าหาเหตุผล จากหน่วยงานข่าวกรอง&lt;br /&gt;ที่ตัวเองสามารถ กรองข่าว ตรวจสอบ ให้ชัดเจนก่อน ที่จะจ้อข่าว&lt;br /&gt;หรือตั้งใจพูดแบบนั้น&lt;br /&gt;เพื่อให้ผมเข้าใจว่า ท่านต้องการปลุกระดม “คนไทยฆ่าคนไทย” อีกครั้ง&lt;br /&gt;เพื่อท่าน ผบ.ทบ. จะได้ปิดประเทศ ใช้กำลังทหาร ออกมาควบคุมสถานะการณ์&lt;br /&gt;เพื่อเอาอำนาจการปกครองไว้กับตัวเอง...ด้วยเหตุผล รัฐบาลไม่สามารถควบคุมความสงบได้&lt;br /&gt;เข้าตำรา โหนเจ้า เล่มเดิม  ของแท้&lt;br /&gt;...............&lt;br /&gt;กลุ่มนิติราษฎร์  จึงถูกบิดเบือนเจตนา&lt;br /&gt;จากต้องการปกป้องสถาบัน เพื่อไม่ให้นักการเมือง&lt;br /&gt;เอามาเป็นเครื่องมือ หลังจากเกิดเหตุการเดิมๆ&lt;br /&gt;ที่กลุ่มโหนเจ้าชอบใช้ มาตรา 112 เล่นงานทางการเมือง&lt;br /&gt;ออกมาให้ข่าวเฉพาะบางส่วน  ที่ทำกระทบต่อจิตใจของคนไทย&lt;br /&gt;ด้วยการถามหาความจงรักภักดี&lt;br /&gt;แต่ไม่ได้ยกเหตุผล ที่มา ที่ไป ของเจตนา ของนิติราษฎร์&lt;br /&gt;กลับยกประเด็น ชี้นำ  จากปากของ ตัวเอง จากความคิดของตัวเอง&lt;br /&gt;เพื่อให้กลุ่มนิติราษฎร์ กำลังล้มเจ้า......&lt;br /&gt;แต่ถ้าสังเกตให้ชัดเจน จะพบว่า&lt;br /&gt;ผบ.ทบ.  พูดยอมรับเองว่า  ไม่มีปัญญาทำอะไร นิติราษฎร์&lt;br /&gt;เพราะนิติราฎร์ทำตามกฏหมาย อยู่ในกรอบของกฎหมาย&lt;br /&gt;สามารถเคลื่อนไหวได้.........&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ถ้านิติราษฎร์ อยากจะล้มเจ้าจริง ทำไมถึงจะเล่นงานทางกฎหมายไม่ได้ จริงไหม ?&lt;br /&gt;แสดงว่ามีทหารเลวต้องการ  “ปิดประเทศ” จริงๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;..................................&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-4893733145988555703?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4893733145988555703'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4893733145988555703'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_3549.html' title='โหนนน เจ้าาาา จนตรอก บิดเบือนนิติราษฎร์ หวังปิดประเทศ'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-1029001418892226915</id><published>2012-01-28T12:36:00.001+07:00</published><updated>2012-01-28T12:37:40.020+07:00</updated><title type='text'>นิติราษฏร์ต้องได้รับเสรีภาพทางวิชาการ การกล่าวหาว่านิติราษฏร์เป็นนิติเรด เป็นเรื่องน่า</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34364" target="_new"&gt;thaifreenews&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?action=profile;u=129" title="ดูรายละเอียดของ PKT"&gt;PKT&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;ถ้าได้ฟังอาจารย์วรเจตน์มาตั้งแต่ต้น  อาจารย์ท่านแสดงเจตน์จำนงค์จะนำเสนอแนวทางการเคลื่อนไหวของนิติราษฏร์ในทาง วิชาการ ไม่ใช่การเมือง ในทางวิชาการแล้ว  จำนวนคนไม่สำคัญเท่าประเด็นเนื้อหาที่กำลังเสนอ   และในทางวิชาการจะปฏิเสธแนวคิดที่แตกต่างหรือข้อถกเถียง ข้อโต้แย้ง  ด้วยเหตุผลจากฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสนอของนิติราษฏร์ ไม่ใช่คัมภีร์ ที่ห้ามโต้แย้ง หรือ ตั้งคำถาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ฝ่ายที่คิดเห็นตรงข้ามกับนิติราษฏร์กลับใช้วิธีเยี่ยงอันธพาล ข่มขู่ คุกคามแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประ เทศใหนที่มีการคุกคามนักวิชาการ ก็จบเห่ ครับ  คือคุณข่มขู่คุกคามนักการเมืองก็ยังพอทำเนาเพราะนักการเมืองเป็นบุคคล สาธารณะ จำเป็นต้องยอมรับ และอดทนต่อการคุกคามอยู่แล้ว    แต่นักวิชาการนั้นไม่ใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิชาการนั้นต้องมีเสรีภาพในการคิดและ นำเสนอความคิด  การข่มขู่นักวิชาการไม่ว่าจากฝ่ายใหน  จะเป็นการแสดงความอับปัญญาและด้อยพัฒนาของของประเทศนั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ทางกลับกัน การพยายามดึงเอานักวิชาการ ลากเอานักวิชาการ ประเด็นทางวิชาการ  เข้ามาสนับสนุนประเด็นทางการเมือง ต้องทำด้วยความระมัดระวัง  โดยไม่ทำลายความเป็นกลางทางวิชาการลงไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราต้องไม่ดราม่า  แต่นำมาพิจารณาถกเถียงกันด้วยเหตุผล กระบวนการแก้ไขมาตรา112  จึงจะสามารถดำเนินการไปได้ ถ้าเขาดราม่ามา เราดราม่ากลับ   กระบวนการนี้ก็จบเห่ เข้าทางเขา และจะไปไม่ถึงใหน (มองกันออกเนอะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ บริหารความขัดแย้งนั้น ไม่ใช่เราจะเอาชนะเขาลูกเดียว  ทำตามแต่ใจเรา  โดยไม่คำนึงถึงใจเขา เราต้องลดความขัดแย้งลง  ยิ่งบอกว่าตัวเองตาสว่าง  มีความเข้าใจในเรื่องต่างๆดี  เรายิ่งต้องเมตตาบรรดาผู้ยังมืดบอดให้มาก   เหมือนครูผู้รู้ แม้นักเรียนจะดื้อสักเพียงใด  เราก็ต้องหาวิธีบอกกล่าวเล่าคุยกัน  ไม่ใช่สอนไม่ฟัง พูดไม่ฟัง  ไล่ออกจากโรงเรียนโลด อย่างนี้ไปเจอกันนอกโรงเรียนก็ตัวใครตัวมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิ ติราษฏร์ตอนเริ่มต้นดีแล้ว   ระวังอย่าให้ใครเอาสีใดๆไปป้ายให้อาจารย์ทั้งหลาย  นิติราษฏร์ต้อง สีใส  มองเห็นได้ว่าไม่ได้ซ่อนอะไรไว้ นอกจากความหวังดีต่อชาติ  ประเด็นที่นิติราษฏร์นำเสนอ จึงจะสามารถส่งไปถึงทุกคนในประเทศนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงเอาชนะความโกรธด้วยเมตตา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-1029001418892226915?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/1029001418892226915'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/1029001418892226915'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_9560.html' title='นิติราษฏร์ต้องได้รับเสรีภาพทางวิชาการ การกล่าวหาว่านิติราษฏร์เป็นนิติเรด เป็นเรื่องน่า'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-7872281752762107564</id><published>2012-01-28T11:55:00.001+07:00</published><updated>2012-01-28T11:57:36.474+07:00</updated><title type='text'>"ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์" นำเผาหุ่น "วรเจตน์" หน้า มธ.</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38976" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ - บรรณวิทย์ เก่งเรียน  พร้อมกลุ่มผู้สนับสนุนได้นำหุ่นฟางคล้ายวรเจตน์ ภาคีรัตน์  ไปเผาหน้าทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร๋ พร้อมยื่นรายชื่อ 53,948 รายชื่อ  ขออำนาจตุลาการเข้ารับผิดชอบในการหยุดยั้งการทำลายชาติ  เพื่อความมั่นคงปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7002/6772057149_5a1f818cd8.jpg" align="absMiddle" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255); "&gt;(ที่มาของภาพ: เฟซบุคกลุ่มคนไทยรวมพลังปกป้อง กม.อาญา มาตรา 112)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อวานนี้ (27 ม.ค.) นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พลเรือเอก บรรณวิทย์  เก่งเรียน กลุ่มแนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ ได้นำหุ่นคล้ายนายวรเจตน์  ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปเผาบริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หลังจากนั้น ได้นำรายชื่อประชาชน 53,948 รายชื่อ  ขออำนาจตุลาการเข้ารับผิดชอบในการหยุดยั้งการทำลายชาติ  เพื่อความมั่นคงปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นางพรพิมล จิระศิริโรจน์  ผอ.ศาลฎีกา เป็นตัวแทนมารับรายชื่อบริเวณหน้าศาลฎีกา สนามหลวง&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-7872281752762107564?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/7872281752762107564'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/7872281752762107564'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_1888.html' title='&quot;ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์&quot; นำเผาหุ่น &quot;วรเจตน์&quot; หน้า มธ.'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-182069532642770161</id><published>2012-01-28T11:53:00.001+07:00</published><updated>2012-01-28T11:55:27.582+07:00</updated><title type='text'>‘ไทยพลัดถิ่น’ บุก ‘รัฐสภา’ ซ้ำ จี้หยุดพลิก ‘ร่างพ.ร.บ.สัญชาติ’</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38977" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="field field-type-text field-field-byline"&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;p&gt;ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ&lt;br /&gt;โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)&lt;/p&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255); "&gt;&lt;img alt="" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u15/DSC00262.JPG" width="600" align="absMiddle" height="450" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255); "&gt;ภควิน แสงคง (ใส่หมวก)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายภควิน แสงคง  ที่ปรึกษาเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยจังหวัดระนองและจังหวัดประจวบ  คีรีขันธ์ แกนนำเครือข่ายไทยพลัดถิ่น เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 28 – 30  มกราคม 2555 เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นพร้อมเครือข่ายภาคี  จะชุมนุมที่หน้ารัฐสภา  เพื่อติดตามการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ.  ….ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่...)  พุทธศักราช …… ในวันที่ 30 มกราคม 2555 นี้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายภควิน เปิดเผยอีกว่า เหตุที่เครือข่ายไทยพลัดถิ่นออกมาชุมนุมอีกครั้ง  สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555  คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ.  ….ได้ประชุมและมีมติตัดมาตรา มาตรา 7/1 ออก และมีการเพิ่มข้อความ  “คณะรัฐมนตรีกำหนดก่อนวันที่พระราชบัญญัติสัญชาติจะมีผลบังคับใช้”  ต่อท้ายในมาตรา 3  โดยยืนตามมติเดิมในระหว่างพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ.  ….วุฒิสภา เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2555&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายภควิน เปิดเผยด้วยว่า  จากการที่ตนและเครือข่ายไทยพลัดถิ่นไปศึกษาพบว่า แม้มีการตัดมาตรา 7/1 ออก  แต่การเพิ่มข้อความ  “การสำรวจจัดทำทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และ  เงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด  ก่อนวันที่พระราชบัญญัติสัญชาติจะมีผลบังคับใช้” ต่อท้ายในมาตรา 3  ค่าออกมาก็เท่ากับไม่ตัดมาตรา 7/1 ทิ้งแต่อย่างใดเลย  จะทำให้คนไทยพลัดถิ่นถึง 80% ไม่มีสิทธิได้สัญชาติไทยตลอดไป&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายภควิน เปิดเผยอีกด้วยว่า  ตนและเครือข่ายไทยพลัดถิ่นต้องการให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราช บัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่...) พุทธศักราช ……วุฒิสภา นำมาตรา 3  ของร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ. ….ที่คณะรัฐมนตรี  และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ ที่มีข้อความต่อท้ายว่า  “การสำรวจจัดทำทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และ  เงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด  หรือเป็นผู้ซึ่งมีลักษณะอื่นทำนองเดียวกันตามที่กำหนดในกฏกระทรวง” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายภควิน เปิดเผยอีกว่า  ตนและเครือข่ายไทยพลัดถิ่นจะเข้าเจรจากับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการฯ  ไม่รับฟังสิ่งที่ตนและเครือข่ายไทยพลัดถิ่นพยายามเรียกร้อง  ก็จะมีการชุมนุมยืดเยื้อไปจนกระทั่งถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555  ซึ่งคณะกรรมาธิการฯประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ.  ….อีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-182069532642770161?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/182069532642770161'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/182069532642770161'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_1571.html' title='‘ไทยพลัดถิ่น’ บุก ‘รัฐสภา’ ซ้ำ จี้หยุดพลิก ‘ร่างพ.ร.บ.สัญชาติ’'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-6116177386445131677</id><published>2012-01-28T11:51:00.000+07:00</published><updated>2012-01-28T11:52:54.645+07:00</updated><title type='text'>“อเนก” ชี้อุปสรรคกระจายอำนาจหากยังคิดในกรอบรัฐเดียว</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38974" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u15/anek.JPG" width="400" align="absMiddle" height="300" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255); "&gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 มกราคม 2555 ที่ห้องศาสตราจารย์ทวีแรงขำ  (ร. 103) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)  จัดสัมมนาระดมความเห็นเรื่อง “คลื่นลูกที่สองของการกระจายอำนาจ : บริบทใหม่  ความจำเพาะของพื้นที่  และการเคลื่อนไหวเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ”  มีนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ทั่งประเทศเข้าประมาณ 100 คน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ศาสตราจารย์(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์  คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต  กล่าวในการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การกระจายอำนาจ คือ การคืนอำนาจให้ประชาชน  ชุมชนและท้องถิ่น” ว่า การกระจายอำนาจในรูปของการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ   หากยังคิดในกรอบความเป็นรัฐเดียวแบบรวมศูนย์และผูกขาดอำนาจอธิปัตย์จะทำได้ ยาก เพราะอำนาจยังอยู่ที่รัฐบาล  ส่วนกระทรวงทบวงกรมมุ่งสร้างความเป็นเลิศเฉพาะทาง  แต่มีความรู้เรื่องพื้นที่น้อยมาก  ต่างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความรู้เรื่องพื้นที่อย่างดี&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ศาสตราจารย์(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวอีกว่า แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน  แต่กรอบความคิดเอกกะนิยม คือการทุกอย่างต้องเหมือนกันทั้งหมด  ได้ทำลายความสวยงามที่หลากหลายไป จริงๆ แล้วควรเป็นพหุรัฐ  ถ้าเป็นเป็นพหุนิยมมากขึ้น ก็จะเห็นความงามที่แตกต่างได้  ไม่ใช่มีเพียงมาตรฐานเดียว  &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ศาสตราจารย์(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวว่า จริงๆ แล้ว  รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ทุกมาตรา แต่ที่ผ่านมาทั้งทหาร นักวิชาการ นักปฏิรูป  อำมาตย์ ไพร่ ก็ยังคิดไม่พ้นกรอบเดิม คือ รัฐรวมศูนย์อำนาจ ผูกขาดอธิปไตย  และยิ่งรวมศูนย์อำนาจ นายกรัฐมนตรีก็จะถูกเรียกร้องให้ทำเรื่องเล็กลง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ศาสตราจาย์ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวในการสัมมนาเรื่อง“บริบทใหม่ ความเคลื่อนไหวใหม่  กับคลื่นลูกที่สองของการกระจายอำนาจ” ว่า  ต้องให้องค์กรปกครองท้องถิ่นใหญ่ขึ้น  มากกว่าองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล โดยให้มีอำนาจทางการคลังมากขึ้น  เช่น เก็บภาษี โดยอาจรวมเป็นกลุ่มจังหวัด&lt;/p&gt; ศาสตราจาย์ดร.จรัส ยังได้นำเสนอบทความทางวิชาการเรื่อง  ท้องถิ่นพิเศษกับแนวคิดจังหวัดปกครองตนเอง โดยระบุว่า  ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความอ่อนแอลง  เพราะไม่มีแรงจูงใจที่พึ่งตนเองทางการคลัง เรียกว่าเป็น โรคเฮมิลตัน  พาราด็อก เพราะมัวแต่พึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-6116177386445131677?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6116177386445131677'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6116177386445131677'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_3730.html' title='“อเนก” ชี้อุปสรรคกระจายอำนาจหากยังคิดในกรอบรัฐเดียว'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-3539153708586614471</id><published>2012-01-28T11:50:00.000+07:00</published><updated>2012-01-28T11:51:31.982+07:00</updated><title type='text'>เด็กไร้รัฐได้ปล่อยตัวจากสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งแรกในไทย</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38972" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt; (27 ก.พ.55) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย  มีการแถลงข่าวกรณีการให้ความช่วยเหลือประกันตัวเด็กไร้รัฐ 2  คนพร้อมด้วยแม่ของเด็ก และหญิงชาวเวียดนาม 1 คน  ด้วยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  และมูลนิธิไทยเพื่อคนมีปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล&lt;/p&gt; &lt;p&gt;อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า  เช้าวันนี้ วัน หญิงชาวเวียดนามวัย 32 ปี พร้อมด้วยลูกชายวัย 11  ปี-ลูกสาววัย 13 ปีซึ่งถูกจัดเป็นคนไร้รัฐ และโรซิน หญิงเวียดนามวัย 27 ปี  ได้รับการปล่อยตัวจากสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองกรุงเทพฯ ซอยสวนพลู  หลังถูกจับกุมที่เชียงใหม่ และถูกกักอยู่ที่สถานกักกันนาน 1 ปี 6 เดือน  โดยทั้งหมดได้รับการประกันตัวด้วยวงเงินคนละ 50,000 บาท  ด้วยเงินจากกองทุนเพื่ออิสรภาพของผู้ลี้ภัยและคนไร้สัญชาติของมูลนิธิเพื่อ คนมีปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล โดยจากนี้ พวกเขาจะต้องรายงานตัวทุก 30 วัน  และรอการพิจารณาของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)  เพื่อขอลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ทั้งนี้ ต่อข้อวิจารณ์ว่าไม่สามารถติดต่อ UNHCR  ได้ในระหว่างถูกกักตัวนั้น อมรา ระบุว่าจะพยายามประสานงานกับ ตม.  เพื่อขอให้พวกเขาเข้าถึงองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึง UNHCR  เพื่อขอความช่วยเหลือด้วย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ระหว่างการประกันตัวนี้  เด็กทั้งสองคนจะได้รับทุนการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์แอนดรูส์ แอนนี ฮันเซน  ผู้อำนวยการฝ่ายรับสมัครและการตลาดของโรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์  ระบุว่า ระหว่างที่พวกเขายังอยู่ในประเทศไทย  ก็จะได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษา&lt;/p&gt; &lt;p&gt;วีรวิชญ์ เธียรชัยนันท์  ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิไทยเพื่อคนมีปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล ระบุว่า  จากนี้พวกเขาจะอยู่ในความดูแลของมูลนิธิ  โดยจะมีทีมงานดูแลเรื่องความปลอดภัยและทำความเข้าใจกับตำรวจในพื้นที่และ หน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;วันและโรซิน กล่าวตรงกันว่า ต้องการความช่วยเหลือจาก UNHCR  ในการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัย เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่สาม  เนื่องจากไม่สามารถกลับไปบ้านได้อีก  โดยโรซินเล่าถึงสาเหตุที่เธอต้องหนีเข้ามาที่ประเทศไทยว่า  เป็นเพราะครอบครัวของเธอทำงานกับสหรัฐอเมริกา ช่วงสงครามเวียดนาม  ทำให้เธอเป็นที่จับตาของหน่วยงานความมั่นคง  อีกทั้งเธอยังนับถือศาสนาคริสต์ซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของรัฐบาล&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เกศริน เตียวสกุล ผอ.กลุ่มงานตรวจสอบเรื่องร้องเรียน 1  สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ กล่าวว่า  สถานกักกันมีความเป็นอยู่ที่แออัดมาก ผู้ถูกกักตัวมีโอกาสเจอแสงแดดเพียง 1  วันต่อสัปดาห์ บางครั้งได้ออกมาเจอแดดตอนเที่ยงซึ่งร้อนมาก  โดยปัจจุบันมีเด็กในสถานกักกันราว 50 คน ทั้งนี้ เนื่องจากมองว่า  เด็กไม่ใช่อาชญากรรม แต่กลับถูกขังโดยไม่มีกำหนด ขณะนี้  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ พยายามจะเจรจากับ ตม.  เพื่อขอให้ย้ายเด็กเหล่านี้ไปอยู่ในสถานที่ควบคุมของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์แทน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;วีรวิชญ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยจากพม่าราว 140,000 คนใน  9 ค่าย 4 จังหวัดคือ ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี  ขณะที่ในเมืองมีผู้ลี้ภัยเกือบ 3,000 คนจาก 30 ประเทศ อาทิ ศรีลังกา  ปากีสถาน เกาหลีเหนือ คองโก โซมาเลีย  แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยราว 900 คน  ส่วนที่เหลืออีก 2,000 กว่าคนอยู่ระหว่างการพิจารณา&lt;/p&gt; &lt;p&gt;วีรวิชญ์ กล่าวด้วยว่า  จากการที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาเรื่องผู้ลี้ภัยฉบับ ค.ศ.  1951 ทำให้การจัดการเรื่องผู้ลี้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบาก  เพราะไม่มีมาตรฐานทางกฎหมาย ทั้งนี้  มีข้อมูลว่าในประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว  จำนวนผู้หลบหนีเข้าเมืองลดลง  เพราะมีกระบวนการทางกฎหมายและกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน  มีเกณฑ์การพิจารณาที่โปร่งใสและเป็นธรรม  ผู้ที่ต้องการลี้ภัยก็สามารถแสดงตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการได้ทันที&lt;/p&gt; &lt;p&gt;วีรวิชญ์ กล่าวว่า ทั้งนี้  ที่ผ่านมาการช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐทำด้วยหลักมนุษยธรรมโดยไม่มีกรอบของกฎหมาย ที่ชัดเจน  แต่การปล่อยตัวคนไร้รัฐครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีความพยายาม ทำให้การปล่อยตัวคนไร้รัฐเป็นไปโดยมีระบบและถูกต้องทั้งในทางปฏิบัติและตาม กฎหมาย โดยการปล่อยตัวครอบครัวดังกล่าวนี้เป็นโครงการนำร่อง  ยังมีคนไร้รัฐที่ถูกกักตัวที่จะให้การช่วยเหลือต่อไปอีก&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-3539153708586614471?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3539153708586614471'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3539153708586614471'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_2015.html' title='เด็กไร้รัฐได้ปล่อยตัวจากสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งแรกในไทย'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-6292469060063481226</id><published>2012-01-28T11:48:00.001+07:00</published><updated>2012-01-28T11:50:14.186+07:00</updated><title type='text'>นักข่าวพลเมือง: จับตาผู้ว่าอุดรฯ ชงโปแตชรับ ครม.สัญจร</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38975" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;หวังแซะงบสิบล้าน ครม.ยิ่งลักษณ์  อ้างเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการเหมืองแร่ เอ็นจีโอซัด  เพิ่มความขัดแย้งหนักในพื้นที่ บี้  องค์กรส่วนท้องถิ่นสร้างประชาสังคมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  เลิกโกหกชาวบ้าน  &lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์   เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)   เปิดเผยว่า การประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดอุดรธานีในครั้งนี้  มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวผลักดันของ โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี  โดยทางจังหวัดอุดรธานีเตรียมชงโครงการเหมืองแร่โปแตชเข้าที่ประชุม  ครม.สัญจร เพื่อหวังงบประมาณประชาสัมพันธ์โครงการเหมืองแร่โปแตช  มาดำเนินการในพื้นที่  ในขณะที่เวลานี้ก็มีความขัดแย้งในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องของชาวบ้านใน พื้นที่ กับส่วนราชการจังหวัดอุดรธานี  ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวของโครงการเหมืองแร่โป แตชมาตลอด&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี  กำลังเตรียมทำแผนการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ กพร.  เพื่อเสนอให้ผู้ว่าจังหวัดในการชงเรื่องพิจารณาของบประชาสัมพันธ์ข้อมูล โครงการเหมืองแร่โปแตชในจังหวัดอุดรธานี จาก ครม.สัญจรที่จะถึงนี้  ซึ่งคงไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท โดยในวันพรุ่งนี้(28 ม.ค.)  จะมีการประชุมแผนพัฒนาจังหวัดอุดรธานีกับทุกหน่วยงานที่จังหวัด  ที่มีพลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม   เป็นประธานที่ประชุม  โดยมีการหยิบยกประเด็นโปแตชเข้าหารือในที่ประชุมด้วย  ตนคิดว่าเรื่องนี้ หากจังหวัดคิดจะทำ  ควรจะทำแผนประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลต้องทำมา 7-8 ปี แล้ว ตามกฎหมายแร่ ปี  2545  มาตรา  88/9  ว่าด้วยการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสีย    ไม่ใช่มาเสนอทำแผนประชาสัมพันธ์โครงการเอาตอนนี้ มันไม่มีความจำเป็น  แต่ที่เสนอขึ้นมาเร่งด่วนอย่างนี้ต้องการ เพียงแค่หวังงบประมาณจากการประชุม  ครม.สัญจรครั้งนี้เท่านั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ หน้าที่ในระดับจังหวัดที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือ  ในส่วนขององค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำประชาสังคม  ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา  การทำประชาสังคมไม่เคยเป็นการให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  มีแต่การประชาสังคมให้ข้อมูลโกหกชาวบ้าน เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวอยู่ตลอด  จนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์หรือ เอชอีเอ  ที่ต้องนำมาพูดถึงอย่างจริงจังไม่ใช่ กพร.ไปว่าจ้างมหาวิทยาลัยทำ  โดยให้ความสำคัญเฉพาะแต่เรื่องวิศวกรรมโดยละเลยประเด็นสำคัญคือ  ด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม”  ” นายสุวิทย์ กล่าว   &lt;/p&gt; รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้  นายวิเชียร ขาวขำ   แกนนำเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี ได้พูดคุยกับคนใกล้ชิดว่า  ไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี  ในเรื่องผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มไม่เสีย  โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลประโยชน์จากค่าภาคหลวงแร่เพียงแค่ 7  เปอร์เซนต์เท่านั้น  แทนที่จะได้ 50 เปอร์เซนต์ รวมทั้งเขาระบุว่า  บริษัทต้องวางเงินประกันค่าความเสียหาย  ที่จะเกิดขึ้นให้กับชาวบ้านเท่าตัวเพราะพวกชาวบ้านจังหวัดอุดรธานีเป็นผู้ เสียสละ  และที่สำคัญพวกเขาต้องได้รับความเสียหายจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่อย่างแน่นอนในเรื่องชีวิต และสิ่งแวดล้อม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-6292469060063481226?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6292469060063481226'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6292469060063481226'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_115.html' title='นักข่าวพลเมือง: จับตาผู้ว่าอุดรฯ ชงโปแตชรับ ครม.สัญจร'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-3356425753121557883</id><published>2012-01-28T11:46:00.001+07:00</published><updated>2012-01-28T11:48:27.350+07:00</updated><title type='text'>“หม่อมปลื้ม” วิเคราะห์เดโมแครตให้ร้ายคนรวย คล้าย “ประชาธิปัตย์” บ้านเรา</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38973" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;“หม่อมปลื้ม” วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของพรรคเดโมแครตทั้งสองประเทศ  เน้นสร้างความเกลียดชังกับคนที่มีฐานะดี  และเพิ่มช่องว่างในความเกลียดชังอิจฉาริษยาคนจนที่มีต่อคนรวย  ทิ้งท้ายตั้งข้อสงสัยทำไมถึงเป็นแบบนั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;27 ม.ค. 55 -  ในรายการ &lt;a href="http://shows.voicetv.co.th/the-daily-dose/29206.html"&gt;The Daily Dose ประจำวันที่ 27 ม.ค. 55&lt;/a&gt;  ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล  ผู้ดำเนินรายการได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการแถลงประจำปีต่อรัฐสภาของ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) ม.ล.ณัฏฐกรณ์  เห็นว่าเป็นการปลุกกระแสต่อต้านคนรวย  โดยโอบามาพูดถึงความพยายามที่จะสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมมากขึ้น  โดยที่มีนโยบายเศรษฐกิจที่สะท้อนระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีความเป็นธรรม  สำหรับคนยากคนจน ลดช่องว่างของคนที่มีรายได้สูงกับคนที่มีรายได้ต่ำ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ม.ล.ณัฏฐกรณ์กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่โอบามาพูดเพื่อให้คนนั้นคิดถึงตัวแทน ของพรรครีพับบลิกัน (พรรคคู่แข่ง) ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป  โดยโอบามานั้นเริ่มที่จะค่อยๆ  ใช้ประเด็นของการที่คนจนนั้นควรที่จะได้รับสิทธิพิเศษในการได้ส่วนแบ่งใน ภาษีของคนร่ำรวย พยายามที่จะเสนอวาระแบบนี้ในการแถลงต่อสภา  กอปรกับมีสื่อโฆษณาบางชิ้นที่ออกมาเผยแพร่ในช่วงนี้  ก็มีจุดประสงค์ที่ต้องการลดความชอบธรรมของว่าที่คู่ท้าชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีจากพรรครีพับบลิกันคือ มิต รอมนีย์ (Mitt Romney)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ซึ่งรอมนีย์นั้นก็เป็นเศรษฐี ซึ่งมีข่าวว่าเขามีเงินเก็บมากกว่า 300  ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ  และฐานะที่ร่ำรวยของรอมนีย์กำลังกลายมาเป็นปัญหาสำหรับตัวเขาเอง โดยโฆษณา  Rich Kids for Romney (เริ่มเผยแพร่ใน http://www.huffingtonpost.com)  ที่ล้อเลียนเขานั้น ซึ่ง ม.ล.ณัฏฐกรณ์  ระบุว่าไม่ทราบแน่ชัดว่าฝ่ายไหนเป็นคนผลิตโฆษณาชิ้นนี้ขึ้นมา ได้ล้อ เลียนว่าคนที่เป็นลูกคนร่ำคนรวยเท่านั้นถึงจะสนับสนุนรอมนีย์ให้เป็น ประธานาธิบดี ทั้งนี้การจุดกระแสแบบนี้มันอาจจะมีผลในช่วงที่คนอเมริกัน 9%  ไม่มีงานทำ และมีกระแสการต่อต้านวอลล์สตรีท (Occupy Wall Street)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ วิเคราะห์สรุปว่าท้ายที่สุดนี่ก็คือเกมส์การเมือง  เกมส์การเมืองของพรรคเดโมแครตเหมือนเดิม  และเสริมว่านี่คล้ายเกมส์การเมืองของพรรคเดโมแครตทั้ง 2 ประเทศ  (เปรียบเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ในบ้านเรา) คือพรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ  ภายใต้การนำของโอบามาอาจจะดีกว่าพรรคเดโมแครตของประเทศไทย  (พรรคประชาธิปัตย์) ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  แต่ก็ดีไม่มากนัก คือยุทธการณ์โดยรวมก็คือการสร้างความเกลียดชัง กับคนที่มีฐานะดี  และเพิ่มช่องว่างในความเกลียดชังอิจฉาริษยาคนจนที่มีต่อคนรวยนั้น  มันเป็นยุทธการของพรรคเดโมแครตทั้งสองประเทศ โดยที่สหรัฐฯ  นั้นใช้ความเข้มข้นยิ่งกว่าบ้านเราอีก&lt;/p&gt; และ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ได้ทิ้งท้ายให้ผู้ชมรายการไปคิดต่อว่าทำไมยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองทั้งสองประเทศที่มีชื่อเหมือนกันจึงเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;iframe src="http://www.youtube.com/embed/fit79MQwyeY?feature=player_embedded" allowfullscreen="" width="640" frameborder="0" height="360"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อ่านเพิ่มเติม :&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;a href="http://prachatai.com/journal/2011/10/37541"&gt;&lt;br /&gt;"หม่อมปลื้ม" เทียบขบวนการ "Occupy Wall St." ที่สหรัฐฯ คือ "พันธมิตรฯ" บ้านเรา&lt;/a&gt; (ประชาไท, 22 ต.ค. 54)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-3356425753121557883?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3356425753121557883'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3356425753121557883'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_3233.html' title='“หม่อมปลื้ม” วิเคราะห์เดโมแครตให้ร้ายคนรวย คล้าย “ประชาธิปัตย์” บ้านเรา'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://img.youtube.com/vi/fit79MQwyeY/default.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-3662999778291651985</id><published>2012-01-28T11:44:00.001+07:00</published><updated>2012-01-28T11:45:56.186+07:00</updated><title type='text'>10 เม.ย.นัดพิพากษา ‘บก.ลายจุด’ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใต้ด่วนดินแดง</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38971" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;27 ม.ค.55 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ  มีการสืบพยานจำเลยคดีที่อัยการฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด  จากกรณีที่จัดกิจกรรม “เปลือยเพื่อชีวิต”  และเวทีชั่วคราวบริเวณใต้ทางด่วนดินแดง เมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 ในข้อหา  มั่วสุมทางการเมืองเกิน  5 คน กีดขวางทางจราจร และ  ก่อความไม่สงบแก่ประชาชน  ในพื้นที่ซึ่งมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน  โดยพยานโจทก์ในวันนี้ ได้แก่  นางสาวขวัญระวี วังอุดม  นักสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว  และ น.พ.นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 เม.ย.55 เวลา 9.00 น. ศาลแขวงพระนครเหนือ ทั้งนี้ สมบัติโดนฟ้องใน&lt;a href="http://prachatai.com/journal/2011/09/36919"&gt;คดีใกล้เคียงกันอีกหนึ่งคดี&lt;/a&gt;จาก กรณีนัดหมายประชาชนประมาณ 80  คนไปรวมตัวกันที่บริเวณสวนหย่อมถนนเลียบทางด่วน ลาดพร้าว 71  เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการ ชุมนุม ซึ่งศาลได้สั่งลงโทษจำคุก 6 เดือน รอลงอาญา และปรับ 6,000  บาท&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายสมบัติให้สัมภาษณ์ภายหลังการสืบพยานว่า   ในสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ส่งให้อัยการ ทั้งในคดีนี้และคดีก่อนหน้า  ล้วนเขียนให้มีการเกี่ยวพันกับการเผายาง การยุยงปลุกปั่นประชาชน  แต่เมื่อสืบพยานจริงเจ้าหน้าที่กลับไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานในส่วนนั้นแต่ ย่างใด  เหมือนกับต้องการเขียนสำนวนให้อัยการส่งฟ้องไว้ก่อน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;สมบัติยังกล่าวถึงคดีแรกที่ศาลสั่งลงโทษจำคุก 6 เดือนแต่รอลงอาญาว่า ได้ทำเรื่องอุทธรณ์ไปแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ถึงไม่ติดคุก แต่มันผิดไง ถ้าเรายอมความเราก็รอลงอาญาแต่ต้นแล้ว  แต่เราพยายามสู้ในหลักการให้ได้  แม้มันจะเป็นเรื่องยากมากที่ศาลจะเห็นอย่างนั้นก็ตาม  เพราะที่ผ่านมาก็ลงโทษผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ไปแล้วเป็นจำนวนมาก”  สมบัติกล่าวถึงการต่อสู้เรื่องการใช้สิทธิในการชุมนุมซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐ ธรรมนูญไม่ขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน&lt;/p&gt; &lt;div class="field field-type-link field-field-related-link"&gt;       &lt;div class="field-label"&gt;เรื่องที่เกี่ยวข้อง: &lt;/div&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;a href="http://prachatai.com/journal/2010/05/29587" target="_blank"&gt;“เปลือยเพื่อชีวิต” ถอดผ้าบอกโลก เสื้อแดงก็ 'คน' - ไร้อาวุธ&lt;/a&gt;        &lt;/div&gt;               &lt;div class="field-item even"&gt;                     &lt;a href="http://prachatai.com/journal/2011/01/32840" target="_blank"&gt;รับฟ้องคดี บก.ลายจุด จัด ‘เปลือยเพื่อชีวิต’ ใต้ทางด่วนดินแดง ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขวางการจราจร&lt;/a&gt;        &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-3662999778291651985?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3662999778291651985'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3662999778291651985'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/10_28.html' title='10 เม.ย.นัดพิพากษา ‘บก.ลายจุด’ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใต้ด่วนดินแดง'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8756157872951662993</id><published>2012-01-28T11:38:00.000+07:00</published><updated>2012-01-28T11:44:19.167+07:00</updated><title type='text'>"เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" จี้ "ดีเอสไอ" เอาผิดประเด็นหมิ่นสถาบัน</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38968" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;"เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" เตรียมบุกดีเอสไอ 30 ม.ค.  พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อไทยจี้ฟันเว็บหมิ่น  ส่วนประชาธิปัตย์จี้เอาผิด “นายกฯ-อนุดิษฐ์-เฉลิม-ผบ.ตร.”  เมินปราบเว็บหมิ่นอีกที "ทักษิณ" เตรียมฟ้อง "ชวนนท์"  หลังถูกอ้างให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;27 ม.ค. 55 - &lt;a href="http://news.sanook.com/1094153/%E0%B8%9E%E0%B8%97.-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%AD-30-%E0%B8%A1.%E0%B8%84.-%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99-/"&gt;สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น&lt;/a&gt;รายงาน ว่านายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันจันทร์ ที่ 30  ม.ค. นี้ เตรียมเดินทางไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ  เพื่อยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ เว็บไซต์หมิ่นสถาบันที่ยังคงเกิดขึ้นทุกวัน  ซึ่งคณะทำงานกฎหมายพรรคเห็นว่า จะต้องช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์  ด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะเป็นที่เคารพรักของประชาชน และหากพบว่า  มีการดำเนินการ ที่ผิดกฎหมาย ก็ขอให้ดำเนินการ ทั้งนี้  เพื่อให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย ดำเนินการอย่างจริงจัง ในเรื่องนี้  พร้อมกันนี้ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า กระทรวง ไอซีที  ได้ทำการปราบเว็บหมิ่นสถาบันตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผ่านมาแล้ว 3 เดือน  สามารถปิดเว็บหมิ่นไปแล้วประมาณ 60,000 ยูอาร์แอล&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;ปชป.ยื่น DSI จันทร์นี้ เอาผิด “นายกฯ-อนุดิษฐ์-เฉลิม-ผบ.ตร.” เมินปราบเว็บหมิ่น&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ด้า&lt;a href="http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/323758.html"&gt;นสำนักข่าวไทย&lt;/a&gt;รายงาน ว่า น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงวันนี้ว่า  ขณะนี้ครบกำหนด 2 เดือน ที่ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)  ให้ปราบปรามเว็บไซต์ที่หมิ่นสถาบันและไม่เหมาะสมจำนวน 200 URL  แต่เท่าที่ตรวจสอบกลับพบว่าไม่มีความคืบหน้า  นอกจากเว็บไซต์เหล่านั้นยังไม่ถูกปิดแล้ว  ยังมีเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้นเป็น 400 URL &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;“ดังนั้นวันจันทร์ที่ 30 มกราคมนี้ เวลา 10.00 น.  จะเดินทางยื่นหนังสือต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)  เพื่อแจ้งความเอาผิดกับนายกรัฐมนตรี น.อ.อนุดิษฐ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ในข่ายความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  เพราะละเลยเพิกเฉยต่อการปราบปรามเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมทั้งที่ทราบข้อมูล แล้ว” น.ส.มัลลิกา กล่าว&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;นอกจากนี้ น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า  จะนำลิงค์เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมของเดิม 200 URL  และที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมในรอบ 6 เดือน รวม 478 ลิงค์ มอบให้นายธาริต  และขอแจ้งความดำเนินคดีทั้ง 478 ลิงค์ด้วย ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  และจะขอให้ DSI รับคดีเหล่านี้เป็นคดีพิเศษด้วย.&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;"ทักษิณ" เตรียมฟ้อง "ชวนนท์" หลังถูกอ้างให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327651537&amp;amp;grpid=03&amp;amp;catid=&amp;amp;subcatid="&gt;มติชนออนไลน์&lt;/a&gt;รายงาน ว่านายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าพ.ต.ท.ทักษิณ จะดำเนินการฟ้องร้องนายชวนนท์  อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในข้อหาหมิ่นประมาท  หลังออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งส่งผลให้พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกเกลียดชัง  ทั้งที่ไม่มีข้อความตอนไหนในบทสัมภาษณ์ของหนังสือ Conversation with  THAKSIN ที่กล่าวหาหรือให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์เลย&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;เช่นเดียวกับกรณีที่สำนักข่าวทีนิวส์  ได้นำคำแปลในหนังสือออกมาเผยแพร่ในลักษณะที่อาจจะทำให้เข้าใจว่าพ.ต.ท. ทักษิณ เสนอให้นายบันคีมุน  เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเข้ากราบทูลฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น  ก็ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นคำถามของผู้สัมภาษณ์โดยเป็นการสมมติเหตุการณ์ ขึ้นมา ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้แสดงความคิดเห็นออกไป  โดยไม่มีคำพูดไหนที่แสดงถึงการให้ร้ายสถาบัน นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ  ยังเห็นด้วยกับการออกแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทย  ที่แสดงจุดยืนต่อการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ดังนั้นขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า  ขออย่านำสถาบันมาทำลายล้างกันทางการเมือง&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8756157872951662993?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8756157872951662993'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8756157872951662993'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_3563.html' title='&quot;เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์&quot; จี้ &quot;ดีเอสไอ&quot; เอาผิดประเด็นหมิ่นสถาบัน'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-3904192715734940547</id><published>2012-01-28T11:31:00.002+07:00</published><updated>2012-01-28T11:37:47.517+07:00</updated><title type='text'>ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/01/55 สาเหตุที่ท่อระบายน้ำอุดตัน...</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://3blabla.blogspot.com/2012/01/280155.html" target="_new"&gt;blablabla&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;a rel="author" href="profile/12600685323851948402"&gt;3บลา ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;dl class="profile-datablock"&gt;&lt;dt class="profile-img"&gt;&lt;a href="profile/12600685323851948402"&gt;&lt;img src="http://2.bp.blogspot.com/-x_iAwrLOf0I/TgVdMqv0E-I/AAAAAAAAAfI/X2mhmN1gjAo/s220/3bla.jpg" alt="ภาพถ่ายของฉัน" width="80" height="77" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/dt&gt;&lt;/dl&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-mAX3A_HR4cM/TyNJcSXdWsI/AAAAAAAABNU/mcywmCKoRI4/s1600/23.jpg" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img src="http://4.bp.blogspot.com/-mAX3A_HR4cM/TyNJcSXdWsI/AAAAAAAABNU/mcywmCKoRI4/s400/23.jpg" width="400" border="0" height="322" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="background-color: white; color: #333333; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; font-size: 11px; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #20124d; font-size: large;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ขวางทางน้ำ ขวางท่อ ก่อวิบัติ&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ยิ่งเห็นชัด ใครคิดชั่ว ตัวปัญหา&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;คือเหตุผล เลวระยำ เห็นตำตา&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ยุคผู้ว่าฯ กทม.ท่ออุดตัน....&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ฝนห่าเล็ก ห่าใหญ่ เอาไม่อยู่&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;แถมคุดคู้ เก้งก้าง ไม่สร้างสรรค์&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ใครมาขอ ความร่วมมือ ดื้อดึงดัน&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ดูพวกมัน เถิดพี่น้อง ผองประชา....&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;คนที่เลือก มันมา แทบบ้าคลั่ง&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ไร้ความหวัง เกินจะบ่น และค้นหา&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;กทม.เคยสวยงาม อร่ามตา&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;"นามเมืองฟ้า" ก็หายวับ พังยับเยิน....&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #20124d; font-size: large;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #20124d; font-size: large;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ยิ่งดูดาย นิ่งเงียบ มันเหยียบย่ำ&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;พวกไฝ่ต่ำ มันรอบจัด ไม่ขัดเขิน&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;คนเมืองฟ้า ก็แสนโง่ โอ๋เหลือเกิน&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ความเจริญ ยิ่งต่ำต้อย ถอยลงคลอง....&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;จงช่วยกัน กำจัดมัน ตัวปัญหา&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ไร้น้ำยา ไร้ผิด-ชอบ ตอบสนอง&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;สร้างตราบาป เลวระยำ อย่างช่ำชอง&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #20124d; font-size: large;"&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;ใครอยากโง่ อีกซ้ำสอง ต้องคอยดู....&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #20124d; font-size: large;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="background-color: white; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; line-height: 14px; text-align: left;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #20124d; font-size: large;"&gt;๓ บลา / ๒๘ ม.ค.๕๕&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-3904192715734940547?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3904192715734940547'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3904192715734940547'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/280155.html' title='ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/01/55 สาเหตุที่ท่อระบายน้ำอุดตัน...'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-x_iAwrLOf0I/TgVdMqv0E-I/AAAAAAAAAfI/X2mhmN1gjAo/s72-c/3bla.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8313468796550352929</id><published>2012-01-28T11:30:00.002+07:00</published><updated>2012-01-28T11:31:31.221+07:00</updated><title type='text'>ปากหมอสระอาตุลย์ด่าคนลาวโง่!...เหมือนไทย</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2012/01/blog-post_5018.html" target="_new"&gt;Thai E-News&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-cmzdvp4Quds/TyCwNO4eInI/AAAAAAAATPY/MWbD8NL1dbA/s1600/395375_304137796305005_100001263625918_899757_1752951633_n%2B%25281%2529.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-cmzdvp4Quds/TyCwNO4eInI/AAAAAAAATPY/MWbD8NL1dbA/s400/395375_304137796305005_100001263625918_899757_1752951633_n%2B%25281%2529.jpg" width="400" border="0" height="560" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;ปากหมอ สระอา&lt;/b&gt;..หมอ ตุลย์-นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี  ถึงกับทนไม่ได้ที่เห็นรูปข้างบนตอนที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร  ไปเยือนหลวงพระบาง มีชาวลาวมาต้อนรับล้นหลาม  ถึงกับหลุดจิตใต้สำนึกที่เหยียดเชื้อชาติออกมาทาง&lt;a href="http://www.facebook.com/DrTul?sk=wall"&gt;เฟซบุ๊ค Tul Sittisomwong&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย  ที่ไม่รู้ว่าเปลือกนอกแม้วที่ดูเก่งดูคล่องขายฝัน สร้างความเจริญ  สุดท้ายทรัพยากรและความมั่งคั่งจะตกอยู่กับแม้ว ทิ้งให้ลาวจนกรอบ  เจริญแต่วัตถุ สังคมฟอนเฟะ ดูพี่ไทยเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน น้องลาวที่รัก&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;รักหมอตุลย์-สำนึกบุญคุณบิณฑ์ ฟังเพลงสรรเสริญก่อนดูปัญญากับเรณู2ทุกโรงทั่วประเทศ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-QJ5KrEPvSWw/Tx-mtOioScI/AAAAAAAATOc/ohd1SoeJPkg/s1600/394895_282603651800191_129555123771712_758732_471258364_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://2.bp.blogspot.com/-QJ5KrEPvSWw/Tx-mtOioScI/AAAAAAAATOc/ohd1SoeJPkg/s400/394895_282603651800191_129555123771712_758732_471258364_n.jpg" width="400" border="0" height="560" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-xwNayxMvJbo/Tx38VIrCc4I/AAAAAAAACKM/mQnel-BIdes/s1600/405546_224407184311659_100002271364703_479338_1289781855_n.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 480px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-xwNayxMvJbo/Tx38VIrCc4I/AAAAAAAACKM/mQnel-BIdes/s400/405546_224407184311659_100002271364703_479338_1289781855_n.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5700990143356367746" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8313468796550352929?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8313468796550352929'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8313468796550352929'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_28.html' title='ปากหมอสระอาตุลย์ด่าคนลาวโง่!...เหมือนไทย'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-cmzdvp4Quds/TyCwNO4eInI/AAAAAAAATPY/MWbD8NL1dbA/s72-c/395375_304137796305005_100001263625918_899757_1752951633_n%2B%25281%2529.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8665534151522146100</id><published>2012-01-27T19:35:00.000+07:00</published><updated>2012-01-27T19:36:42.409+07:00</updated><title type='text'>WHO..."อ.อนามัยโลก" ผลักดันใช้ระบบ "บัตรทอง 30 บ."ทั่วโลก ขอข่าวดีๆแบบนี้หน่อย</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34328" target="_new"&gt;thaifreenews&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?action=profile;u=1092" title="ดูรายละเอียดของ ควาย.ไท"&gt;ควาย.ไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;a href="http://www.go6tv.com/2012/01/30.html" target="_blank"&gt;http://www.go6tv.com/2012/01/30.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ วันที่ 24 ม.ค. พญ.มัวรีน อี.เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO)  ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นานาชาติมองว่า  การปฎิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยถือเป็นตำนาน  เพราะได้เปลี่ยนแปลงระบบในช่วงที่ประเทศยังไม่ร่ำรวย และเป็นประเทศแรกๆ  ที่ดำเนินการนโยบายนี้และประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ทศวรรษแรกของระบบ  เป็นการเน้นด้านการเงินการคลังเพื่อให้ระบบอยู่ได้ แต่ในทศวรรษที่สองจากนี้  ควรเป็นระบบที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค  ส่วนความท้าทายอีกเรื่อง คือ การดูแลให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานข้ามชาติ  ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มคนเหล่านี้ 2-4 ล้านคน  ซึ่งเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พญ.มัวรีน  กล่าวต่อว่า จากผลการดำเนินของประเทศไทย  องค์การอนามัยโลกจะผลักดันให้ดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปทั่วโลก  โดยจะดำเนินการผ่าน 4 ช่องทาง คือ  1.จัดการประชุมแลกเปลี่ยนระบบสุขภาพระหว่างประเทศในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ ของประเทศต่างๆ เพื่อให้ตระหนักและเห็นความจำเป็นในการดำเนินนโยบายนี้  2.ทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ  ประชาสังคม และนักวิชาการ  3.นำยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายที่ได้จากประเทศไทยไปใช้  ซึ่งในรายงานองค์การอนามัยโลก ปี 2553  ก็มีเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพของไทย และ 4.  การจัดทำกลไกติดตามความก้าวหน้า  เพื่อให้มีการศึกษาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิสัยทัศน์ท่านนายกฯทักษิณโดยแท้......  แมลงสาบไปไกลตีนเลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8665534151522146100?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8665534151522146100'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8665534151522146100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/who-30.html' title='WHO...&quot;อ.อนามัยโลก&quot; ผลักดันใช้ระบบ &quot;บัตรทอง 30 บ.&quot;ทั่วโลก ขอข่าวดีๆแบบนี้หน่อย'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-2727435402848640583</id><published>2012-01-27T19:33:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T19:35:02.462+07:00</updated><title type='text'>ไม่ค่อยกังวล พวกอำมาตย์ออกมาถล่มนิติราษฎร์ เพราะนี่คือสมรภูมิทางปัญญาไม่ใช่กำลัง</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34330" target="_new"&gt;thaifreenews&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?action=profile;u=3" title="ดูรายละเอียดของ ลูกชาวนาไทย"&gt;ลูกชาวนาไทย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style="overflow: auto; width: 100%;"&gt;&lt;img src="http://www.tfn4.info/politicsicon/1299672089.jpg" alt="" class="avatar" width="65" border="0" height="65" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ ที่พวกอำมาตย์ออกมาถล่มนิติราษฎร์ เพราะนี่คือสมรภูมิทางปัญญาไม่ใช่กำลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือเห็นพวกอำมาตย์ระดมคนมาถล่มนิติราษฎร์แล้ว อาจทำให้หลายคนกังวล  ว่าจะเพลี้ยงพล้ำฝ่ายอำมาตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วง แรกผมก็กังวลเหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมพอประเมินออกแล้วว่า  ไม่มีผลมากมายอะไรนัก แต่จะส่งผลลบกับพวกอำมาตย์และฝ่ายต่อต้านการแก้ไข 112  มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะนี่คือ สมรภูมิทางปัญญา ไม่ใช่สมรภูมิทางการใช้กำลัง&lt;br /&gt;ต่อให้ยกพวกออกมาหลายหมื่น ก็เปลี่ยนแปลงสภาพอับจนทางวิชาการไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัน ที่จริงการตอบโต้สมรภูมิทางความคิด สมรภูมิทางปัญญานี้ แค่มี "บทความดีๆ"   มีเหตุมีผล แนวคิดมีหลักการและทฤษฎีรองรับแบบโต้แย้งทางวิชาการได้ยาก  มีแค่บทความเดียว ก็สามารถยันนิติราษฎร์ถอยกลับไปติดกำแพงได้แล้ว   หากมีบทความดีๆ ความคิดดีๆ อย่างที่ว่านั้นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการตอบโต้ด้วย การด่าว่า ใช้กำลังขมขู่ ในที่สุดก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะมันหักล้าง  Thesis (ข้อเสนอ) ของนิติราษฏร์ไม่ได้ ยิ่งยกพวกออกมา  พวกที่สนับสนุนนิติราษฏร์ก็คงยกพวกออกมาเช่นกัน สุดท้าย  ฝ่ายที่มีเหตุมีผลย่อมชนะในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่อง 112 ในทางทฤษฎีหลักการ  ถึงอย่างไรมันก็ต้องแก้ไข ผมยังไม่เห็นข้อโต้แย้ง  ที่มีน้ำหนักทางวิชาการใดๆ เลย ที่สามารถยันไม่ให้แก้ไขได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนวันนี้ "ก็ยังไม่มีข้อโต้แย้งนิติราษฏร์" ที่มีน้ำหนักทางวิชการเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัน ที่จริงหากใครศึกษาทฤษฎีการเมือง ก็รู้ว่า มันไม่มี เพราะเรื่อง  อนุรักษ์นิยม กับ ลิเบอร์รัล ลัทธิอำมาตย์กับประชาธิปไตย  มันสู้กันในยุโรปมาตั้งแต่ปลายศตวรร์ที่ 17 (ราวๆ คศ. 1650 ขึ้นมา) แล้ว  และผลสรุปก็เห็นชัดเจนในยุโรปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้มันแค่เริ่มในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงอย่างไร พวกทหารก็คงแพ้ในทางการเมืองและการต่อสู้ทางความคิดอยู่ดี&lt;br /&gt;หาก หัวหอกของฝ่ายทหารเป็นแค่ "ประยุทธ์ จันโอชา" ยิ่งแพ้เร็วมาก  เพราะเชื่อมั่นในกำลัง และความรุนแรง แต่ดันมีอำนาจในศตวรรษที่ 21  ซึ่งโลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น นี่ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น แบบสฤกษ์ ธนะรัช  ที่จะสามารถใช้กำลังอย่างไรก็ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-2727435402848640583?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/2727435402848640583'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/2727435402848640583'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_3524.html' title='ไม่ค่อยกังวล พวกอำมาตย์ออกมาถล่มนิติราษฎร์ เพราะนี่คือสมรภูมิทางปัญญาไม่ใช่กำลัง'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-1448318539644555861</id><published>2012-01-27T19:31:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T19:33:03.226+07:00</updated><title type='text'>เสื้อแดง ไม่ดื่มเบียร์สิงห์ เพราะสิงห์สนับสนุนอำมาตย์</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34337" target="_new"&gt;thaifreenews&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?action=profile;u=3" title="ดูรายละเอียดของ ลูกชาวนาไทย"&gt;ลูกชาวนาไทย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;div style="overflow: auto; width: 100%;"&gt;&lt;img src="http://www.tfn4.info/politicsicon/1299672089.jpg" alt="" class="avatar" width="65" border="0" height="65" /&gt;&lt;/div&gt;ผมเพิ่งได้คอนเซ็บนี้จากคุณ M14 เราน่าจะรณรงค์ถล่มเบียร์สิงห์กันอีกรอบ&lt;br /&gt;เพราะ  "อาวุธที่รุนแรง" ของคนเสื้อแดงคือการบอยคอต  เพราะคนเสื้อแดงเป็นพวกรากหญ้า พลังด้านทุนเราสู้พวกอำมาตย์ไม่ได้  อำนาจทางการเมืองเราก็สู้พวกอำมาตย์ไม่ได้ แต่อำนาจการ "บอยคอต"  เราชนะทุกคน เพราะเราคือผู้บริโภคกลุ่มใหญ่สุด ดังนั้น  หากเราไม่ใช้สินค้าอะไร สินค้านั้นก็ต้องเจ๊ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุคนี้สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่อยู่ในตลาดแข่งขัน ไม่ได้อยู่ในตลาดผูกขาด ดังนั้นไม่ใช่สินค้าใดสินค้าหนึ่ง เราก็ไม่เดือดร้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบียร์ สิงห์มีหลานสาวเป็นพวกอำมาตย์ ที่ต่อต้านนิติราษฎร์เรื่อง 112 ดังนั้น  เราก็ต่อต้านเบียร์สิงห์โดยออกแคมเปญ "คนเสื้อแดงไม่ดื่มสิงห์"   แสดงพลังกันอีกทีว่าคนเสื้อแดงนั้นมีพลังขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.อันที่จริงผม ไม่ดื่มเบียร์อยู่แล้ว เลยไม่เดือดร้อนอะไร  แต่ไม่ทราบว่าท่านที่นิยมเบียร์จะเดือดร้อนหรือไม่ เพราะบางคนมีรสนิยม  ชอบเครื่องดื่มยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงการบอยคอตนี่เป็น เรื่องที่ทำได้ง่าย ไม่เดือดร้อนเรา  และเป็นอาวุธของคนชั้นล่างที่จะต่อสู้กับพวกคนชั้นสูงได้สมน้ำสมเนื้อ  หากมีสามัคคีจริงๆ พวกชนชั้นนำก็ต้องแพ้คนรากหญ้าอยู่ดี&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-1448318539644555861?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/1448318539644555861'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/1448318539644555861'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_3945.html' title='เสื้อแดง ไม่ดื่มเบียร์สิงห์ เพราะสิงห์สนับสนุนอำมาตย์'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8161790792144895514</id><published>2012-01-27T19:29:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T19:31:10.506+07:00</updated><title type='text'>โมเดลแก้รธน สูตรเพือไทย ปอกเปลือกข่าว 26 1 2012</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34339" target="_new"&gt;thaifreenews&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;b&gt;&lt;a href="http://www.tfn5.info/board/index.php?action=profile;u=3613" title="ดูรายละเอียดของ bozo"&gt;bozo&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="line-height: 1.3em;font-size:130%;" &gt;กาแฟ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object style="height: 390px; width: 640px"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/w4p4pZSNYos?version=3&amp;amp;feature=player_embedded"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowScriptAccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/w4p4pZSNYos?version=3&amp;amp;feature=player_embedded" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" width="640" height="360"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="line-height: 1.3em;font-size:130%;" &gt;&lt;a href="http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1046" target="_blank"&gt;http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1046&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8161790792144895514?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8161790792144895514'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8161790792144895514'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/26-1-2012.html' title='โมเดลแก้รธน สูตรเพือไทย ปอกเปลือกข่าว 26 1 2012'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-2593179159621342602</id><published>2012-01-27T18:54:00.000+07:00</published><updated>2012-01-27T18:55:00.321+07:00</updated><title type='text'>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถึง ‘พี่เสกที่นับถือ’: “ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา”</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38965" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(128, 128, 128);"&gt;หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม ’  “ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา”: ตอบจดหมายกรณี นิติราษฎร์-ครก.112 ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เรียน พี่เสก ที่นับถือ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ผมอ่าน&lt;a href="http://prachatai.com/journal/2012/01/38961"&gt;จดหมายชี้แจงกรณี “นิติราษฎร์-ครก.112”&lt;/a&gt; ของพี่เสกด้วยความรู้สึกเศร้าใจมากกว่าอย่างอื่น ความจริง ผมว่า พี่เสก คง &lt;em&gt;“ชรา”&lt;/em&gt;  แล้วอย่างที่พี่เสกพูดถึงตัวเองในจดหมายจริงๆ  จึงตัดสินทำอะไรที่ไม่ควรทำเช่นนี้  ที่ในระยะยาวมีแต่จะเป็นการลดทอนชื่อเสียงเกียรติภูมิและฐานะทางประวัติ ศาสตร์ของพี่เสกลงไปอีก&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ก่อนอื่น ใครที่ได้อ่านจดหมายของพี่เสกฉบับนี้  ก็ยากจะหลีกเลี่ยงอดคิดไม่ได้ว่า ที่พี่เสกเพิ่งมาออกจดหมายฉบับนี้ –  สองสัปดาห์หลังจากมีการประกาศชื่อผู้ร่วมลงนามสนับสนุนร่างแก้ไข 112 ของ  นิติราษฎร์ (ซึ่งรวมชื่อพี่เสกอยู่ด้วย) ก็เพราะหลายวันที่ผ่านมา  มีกระแสโจมตี “นิติราษฎร์” อย่างหนัก ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียใจว่า  “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” ผู้เคยนำมวลชนลุกขึ้นสู้อย่างกล้าหาญไม่ถอย เมื่อ  40 ปีก่อน  (ในท่ามกลางเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนที่หวั่นไหวกับการขู่ของอำนาจทหารฟัส ซิสต์) กลายมาเป็นคน “ใจเสาะ” อ่อนไหวง่ายกับกระแสโจมตี ที่ทั้งหมด  มีแต่เสียงคำรามแบบป่าเถื่อน ไม่มีร่องรอยของภูมิปัญญาอยู่เลยนี้  ไปได้เสียแล้ว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ความจริง กระแสโจมตีในขณะนี้ พุ่งเป้าไปที่นิติราษฎร์เท่านั้น  เรียกว่าไม่มีการกล่าวถึงคนอื่นๆที่ร่วมลงนามเลย อย่าว่าแต่พี่เสกเลย  แม้แต่คนที่ใกล้ชิดหรือมีท่าทีสนับสนุนนิติราษฏร์มากกว่าพี่เสกหลายเท่า  เช่น อาจารย์ชาญวิทย์ หรือ อาจารย์นิธิ (ที่พูดในงานเปิดตัวด้วย)  ก็ยังเรียกว่าไปไม่ถึง ก็แล้วทำไมพี่เสกจะต้อง “ร้อนตัว”  ออกจดหมายมาชี้แจงแบบนี้เล่า?&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ผมเชื่อว่า ทุกคนตระหนักดีว่า ในการรณรงค์ที่ใช้รูปแบบร่วมลงชื่อกันมากๆ  เป็นร้อยคนขึ้นไปเช่นนี้ แต่ละคนย่อมอาจจะมีเหตุผลเฉพาะของตัวเอง  และไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกับคนที่เป็นผู้ริเริ่มทั้งหมด แต่อย่างน้อย  ในฐานะที่แต่ละคนเป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะและวิจารณญาณกันแล้ว (อย่าว่า&lt;em&gt; “ชรา” &lt;/em&gt;แล้ว  อย่างพี่เสก) การลงชื่อ หรือยอมให้ชื่อของตัวเองรวมเข้าไปด้วย  ย่อมมาจากการต้องเห็นด้วยกับข้อเสนอเช่นนั้น  ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือมุมมองเฉพาะของตัวเองอย่างไร ดังนั้น จะว่าไปแล้ว  ก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นที่แต่ละคนจะต้องออกมาชี้แจงเลย  ยิ่งในเมื่อกระแสโจมตีในกรณีนี้ หาได้พุ่งเป้าไปที่ใครโดยเฉพาะ  (นอกจากนิติราษฎร์) ที่แน่ๆ ผมก็ไม่เห็นกระแสโจมตีนี้ ไปแตะถึงตัวพี่เสกเลย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่ตอนนี้ พี่เสกกลับรู้สึกว่าจำเป็นต้อง &lt;em&gt;“ชี้แจงจุดยืนของตัวเองให้กระจ่าง” &lt;/em&gt;โดยอ้างว่า ที่ลงชื่อไปนั้น&lt;em&gt;  “เนื่องจากถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ  และผมเองก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของการปฏิรูป กฎหมาย มีเนื้อหากลางๆ ออกไปในแนวมนุษยธรรม  และที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ”&lt;/em&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ก่อนอื่น ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า หลังๆ ดูๆ พี่เสกจะชอบ “ออกตัว”  เวลาทำอะไรที่มีลักษณะเป็นประเด็นถกเถียง (controversial) ในลักษณะนี้คือ  “ถูกผู้ใหญ่ขอร้อง” คราวที่พี่เสกไปรับตำแหน่งในคณะกรรมการปฏิรูป ก็บอกว่า &lt;em&gt;“หนึ่ง-ผมเกรงใจท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ที่อุตส่าห์เชิญผมไปร่วมงาน” &lt;/em&gt;(ใน &lt;a href="http://www.fo3p.net/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=763&amp;amp;Itemid=100"&gt;คำสัมภาษณ์นิตยสาร “ค คน”&lt;/a&gt;)  พี่เสกก็แก่มากแล้ว ทำไมจะต้องคอย “ออกตัว” (แก้ตัว) ในลักษณะนี้ให้เด็กๆ  อายุคราวหลานหลายคนที่เขาร่วมลงชื่อครั้งนี้รู้สึกสมเพชด้วยเล่า?  พวกเขาเด็กปานนั้น  ยังไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าที่ทำไปเพราะคนเป็นผู้ใหญ่กว่าขอให้ทำเลย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลที่เห็นได้ชัดว่า  ต้องการให้ตัวเอง “ดูดี” ว่า ไม่ได้เป็นพวก “ล้มเจ้า”  แบบที่กระแสโจมตีอันป่าเถื่อนกำลังกล่าวหา “นิติราษฎร์” ในขณะนี้  ไม่เช่นนั้น ทำไมจะต้องอุตส่าห์ใส่ข้อความว่า&lt;em&gt; “&lt;u&gt;ที่สำคัญ&lt;/u&gt;คือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ” &lt;/em&gt;ด้วย  มิหนำซ้ำ ในข้อความที่ตามมา ยังอุตส่าห์เขียนในลักษณะ “เป็นนัยๆ”  ในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า innuendo (พูดเป็นนัยๆ ให้เสียหาย) ว่า &lt;em&gt;“ผมต้องขอยืนยันว่าผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักวิชาการกลุ่มนี้ และยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ&lt;u&gt;ข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/u&gt;”&lt;/em&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;คือถ้าพูดกันด้วยภาษาชาวบ้านๆ ใครที่อ่านหนังสือไทยได้ ก็เข้าใจว่า  พี่เสกกำลังบอกเป็นนัยว่า “ผมจงรักภักดีนะ ผมไม่เกี่ยวข้องกับพวกนั้น  (นิติราษฎร์) เลย ที่พวกนั้นออกมาในแนวไม่จงรักภักดี (คือไม่มี&lt;em&gt; “จุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ”&lt;/em&gt;  เหมือนผม) ผมไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ” – คือถ้าไม่ให้ตีความเช่นนี้  ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายการที่พี่เสกต้อง “ร้อนตัว” มาบอกว่า  ไม่เกี่ยวข้องกับนิติราษฎร์ได้ยังไง ในเมื่อ (ก) ในประเทศไทย  ไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าพี่เสกเกี่ยวข้องกับนิติราษฎร์ และ (ข) ถ้า&lt;em&gt; “ข้อเสนอในประเด็นอื่น”&lt;/em&gt; ที่นิติราษฎร์ &lt;em&gt;“ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” &lt;/em&gt;เป็น เรื่องอื่น ไม่ใช่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์  (ที่พวกเขาเสนอให้ปฏิรูปตามอารยประเทศประชาธิปไตย) พี่เสกจะต้องออกมา  “ชี้แจง” เช่นนี้ และต้องพาดพิงถึง&lt;em&gt; “ประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” &lt;/em&gt;ด้วยหรือ?&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ผมเสียใจที่พี่เสกยิ่งแก่ยิ่งกล้าหาญน้อยลงๆ ถ้าพี่เสกเห็นว่า สิ่งที่นิติราษฎร์ &lt;em&gt;“ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” &lt;/em&gt;เป็นอะไรที่ไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ (ที่พี่เสกปวารณาจะ &lt;em&gt;“พิทักษ์รักษา”&lt;/em&gt;) ก็ควรกล้าที่จะอธิบายออกมาตรงๆ ไม่ใช่ใช้วิธี innuendo แบบนี้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;น่าเสียใจด้วยว่า ในคำสัมภาษณ์ “ค คน” พี่เสกได้พูดถึง &lt;em&gt;“สมบูรณาญาสิทธิราชย์”&lt;/em&gt; โดยเสนอว่า ลักษณะ “โครงสร้างแบบอำนาจนิยม” ของ “ชนชั้นนำ” ในปัจจุบัน&lt;em&gt; “เป็นโครงสร้างอำนาจเดียวกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์” &lt;/em&gt;จริงอยู่ พี่เสกกำลังโจมตีนักการเมือง ซึ่งเป็น&lt;em&gt; “ผู้ใช้อำนาจการปกครอง&lt;/em&gt; [ในปัจจุบัน] &lt;em&gt;ไม่ใช่พระมหากษัตริย์เหมือนแต่ก่อน”&lt;/em&gt; (พี่เสกพูดต่อด้วยคำที่เบาลงมาด้วยว่า&lt;em&gt; “หรือ&lt;u&gt;บางที&lt;/u&gt;ก็เป็นผู้นำกองทัพ”&lt;/em&gt;) แต่ในเมื่อพี่เสกกล่าวว่า “โครงสร้าง” การใช้อำนาจปัจจุบันซึ่งพี่เสกวิพากษ์นั้น &lt;em&gt;“แทบจะเหมือนเดิมทุกประการ”&lt;/em&gt;  กับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ย่อมหมายความว่า พี่เสก  ไม่เห็นด้วยกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน แต่ไฉน  พี่เสกจึงมายอมค้อมหัวให้กับกระแสโจมตีนิติราษฎร์ในขณะนี้  ที่มาจากอุดมการณ์และวิธีคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างชัดเจนด้วยเล่า?&lt;/p&gt; &lt;p&gt;วินาทีแรกที่ผมอ่านจดหมายของพี่เสกจบ ผมนึกถึงกาพย์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ท่อนนี้ ขึ้นมาทันที&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;em&gt;หนทางพิสูจน์ม้า  และเวลาพิสูจน์คน&lt;br /&gt;ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ด้วยความเศร้าใจจริงๆ&lt;br /&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;div class="field field-type-link field-field-related-link"&gt;       &lt;div class="field-label"&gt;เรื่องที่เกี่ยวข้อง: &lt;/div&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38961" target="_blank"&gt;'เสกสรรค์' แจงลงชื่อแก้กฎหมาย ม.112 แต่ไม่ใช่แกนนำผลักดัน&lt;/a&gt;        &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-2593179159621342602?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/2593179159621342602'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/2593179159621342602'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_9847.html' title='สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถึง ‘พี่เสกที่นับถือ’: “ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา”'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8693851255563713512</id><published>2012-01-27T18:52:00.000+07:00</published><updated>2012-01-27T18:53:56.149+07:00</updated><title type='text'>กระบวนการยุติธรรมที่ไร้ความรู้สึก</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38964" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="field field-type-text field-field-byline"&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;div&gt;ทศพล ทรรศนกุลพันธ์&lt;/div&gt; &lt;div&gt;คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรก ในมติชนรายวัน 24 ม.ค.2555&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;กฎหมายในโลกสมัยใหม่จำเป็นต้องมีความชัดเจน แน่นอน มั่นคง  เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย  โดยเนื้อหาสาระของการกระทำใดที่จะเป็นความผิดจะต้องมีการระบุและอธิบายไว้ อย่างชัดเจนล่วงหน้า  เพื่อหวังว่าคนที่กำลังชั่งใจว่าจะทำดีหรือไม่จะได้ใช้เป็นต้นทุนประกอบการ ตัดสินใจและงดเว้นการกระทำผิดเสีย&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญกว่า คือ กระบวนการที่จะพิสูจน์ว่าบุคคลได้กระทำการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดหรือไม่&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;กฎหมายหมายในปัจจุบันจึงต้องมีการบัญญัติถึง กระบวนการพิสูจน์  “ความจริง” ว่าบุคคลได้กระทำจริงดังที่ได้มีการกล่าวหากันหรือไม่  การตัดสินว่าบุคคลนั้น “ถูก หรือ ผิด”  จึงเกิดตามภายหลังดังนั้นกระบวนการยุติธรรมที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจะต้องยืน อยู่บนหลักฐานในเชิงประจักษ์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ผลที่ชัดเจนแน่นอน  ก่อนที่จะนำข้อเท็จจริงนั้นมาปรักปรำให้บุคคลต้องรับโทษทัณฑ์&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;จากประสบการณ์อันเลวร้ายในทุกสังคม  ซึ่งประวัติศาสตร์ได้สะท้อนการกระทำอันเป็นผลร้ายต่อผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  บทเรียนเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดกระบวนการยุติธรรมต้องมีการประกันสิทธิของคู่ กรณี เพื่อป้องกันการลงโทษ “แพะ” ที่ถูกลากมาให้ “รับบาป”  จากสิ่งที่ตนมิได้กระทำ&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปัจจุบันจึงกำหนดให้  คู่กรณีฝ่ายที่ถูกกล่าวหา หรือ “จำเลย”  ได้รับการประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างเข้มแข็ง ด้วยเหตุว่า  ถ้าจำเลยต้องคำพิพากษาว่า “ผิดจริง” จะต้องรับโทษทางอาญาที่มีผลร้ายแรง  ลิดรอนสิทธิอย่างกว้างขวางและยาวนาน&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;บทบาทการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงต้อง คำนึงถึง  หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้อย่างปราศจากข้อสงสัย ว่าผิดจริง ดังที่รัฐธรรมนูญกำหนด&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ในคดีอาญาหลายกรณี  ศาลได้ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยอาจจะมิได้พิเคราะห์คำอธิบาย ที่แตกต่างจากการรับรู้ทั่วไปของสังคมที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของวาทกรรม  “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ  “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งมีความคลุมเครือ&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ยกตัวอย่างคดีอาญาหลายคดี เช่น คดีสิ่งแวดล้อม คดียาเสพย์ติด  คดีก่อการร้าย คดีการใช้สิทธิในการชุมนุม  และคดีการแสดงความคิดเห็นอันสุ่มเสี่ยงต่อความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือความ มั่นคง  ประชาชนที่ตกเป็นจำเลยมักจะพยายามอธิบายการกระทำซึ่งเป็นข้อเท็จจริงแห่งคดี ที่แตกต่างไปจากวาทกรรมเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ”  “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน”  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และตุลาการเข้าใจ และยึดถือเป็นสรณะ  แต่ในแทบทุกคดีไม่ได้รับการตอบสนอง&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ท่ามกลางข้อถกเถียงและโต้แย้งว่า ขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า  “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ  “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ควรจะหมายถึงอะไร กรณีใดจะเข้าลักษณะดังกล่าว  ประชาชนที่แสดงความเห็นต่างในหลายคดี ก็ต้องคำพิพากษาจำคุกมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;จากการทบทวนความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยในพื้นที่สื่อสาธารณะทั้งหลาย  ทั้งในข่าว บทสัมภาษณ์ เครือข่ายทางสังคมบนโลกอินเตอร์เน็ต  หรือแม้กระทั่งโพลล์ คนในสังคมไทยมักแสดงออกว่ายอมรับในความหลากหลาย  แต่เมื่อเกิดคดีในกลุ่มข้างต้น  พวกเขากลับดูดายต่อผู้ที่เห็นต่างในกรณีเหล่านี้  โดยเฉพาะในเมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;การตีความเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ  “ศีลธรรมอันดีของประชาชน”  ของผู้ที่ใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายปกครองอันมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นหลัก  และการตีความของฝ่ายตุลาการที่มีผู้พิพากษาเป็นหัวหอก  โดยพยายามเชื่อมโยงประเด็นเหล่านี้เข้ากับ “ความรู้สึก”  ย่อมมีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้เห็นต่างเป็นอย่างมาก  ไม่ว่ารัฐจะอ้างว่าเป็น “ความรู้สึกของปวงชนชาวไทย”  แต่คนที่อ้างก็มิเคยทำประชามติหรือประชาพิจารณ์  หรือแม้มีลูกขุนมาให้ความเห็นเลยสักครั้ง&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ท่ามกลาง “ฝุ่นควันของความขัดแย้งทางความคิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน”  การใช้อำนาจรัฐดำเนินการต่อความหลากหลายทางความคิดย่อมกดทับ  ความพยามยามในการต่อสู้ทางการเมืองบนพื้นฐานของสันติวิธีให้เหี้ยนเตียนไป  อนึ่งการแสดงความคิดเห็นเป็นวิธีการที่ประหยัดเลือดเนื้อที่สุดอันควรค่าแก่ การรักษา&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;กระบวนการยุติธรรมที่ตีความขยายขอบเขตเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ”  “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน”  ออกไปจำกัดการใช้สิทธิของประชาชน โดยอ้างเรื่อง “ความรู้สึก”  ย่อมเป็นการทำลายความเป็นคนที่ตั้งอยู่บนความแตกต่างหลากหลายเป็นที่สุด&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;หากต้องการรักษาสันติภาพไว้ในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่แหลม คมขึ้นเรื่อง  การตีความและใช้กฎหมายบนพื้นฐานของเหตุผลที่รองรับด้วยกฎหมายที่ประกันสิทธิ เสรีภาพเป็นที่ตั้ง ย่อมเป็นหนทางที่ “ต้องเลือก” อย่างถึงที่สุด  เนื่องด้วยกฎหมายลำดับรองและการบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นภายใต้บริบทของรัฐ ไทยที่มีปัญหาเรื่องอำนาจนิยมจะมีผลต่อการลิดรอนสิทธิของประชาชนไม่ฝ่ายใดก็ ฝ่ายหนึ่งเสมอ แล้วแต่ว่าตอนนั้นอำนาจรัฐอยู่กับใคร ดังนั้นการยึดมั่น  “สิทธิตามรัฐธรรมนูญ”  จึงมีความสำคัญต่อทุกคนที่อาจจะตกเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐเมื่อไหร่ก็ได้&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;หากกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านยังไม่มีการปรับตัว  และคงดำเนินไปอย่างชาชินต่อความรู้สึกเจ็บปวด ทรมาน ไม่ยุติธรรม  ของเหยื่ออธรรม ซึ่งสั่งสมขึ้นเป็นความคลั่งแค้น  กงล้อแห่งความรุนแรงย่อมหมุนไปบนเงื่อนไขที่ทำให้สังคมก้าวเดินไปสู่ภาวะ  “ไร้ความรู้สึกต่อเพื่อนมนุษย์” ในท้ายที่สุด&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;เมื่อจุดแตกหักทางความคิดและกระบวนการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมา ถึง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “มนุษยธรรม” ต่อผู้ที่เห็นต่าง  ก็อาจจะไม่หลงเหลืออยู่ในสังคมนี้อีกเลย  เพราะท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่น และพร้อมที่จะระเบิดขึ้นนั้น  คนที่มีความกลัวย่อมเกิดความหวากระแวงและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเข้าประหัต ประหารฝ่ายตรงข้ามในในอีกไม่ช้า&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8693851255563713512?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8693851255563713512'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8693851255563713512'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_9789.html' title='กระบวนการยุติธรรมที่ไร้ความรู้สึก'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-6498019378969465058</id><published>2012-01-27T18:51:00.000+07:00</published><updated>2012-01-27T18:52:31.918+07:00</updated><title type='text'>เพ็ญ ภัคตะ: พ่อแม่ไม่สั่งสอน!</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38963" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="field field-type-text field-field-byline"&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;p&gt;เพ็ญ ภัคตะ&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;สงสัยว่าพ่อแม่ไม่สอนสั่ง&lt;br /&gt;จึงมานั่งหน้าจอจ้อโขมง&lt;br /&gt;คุ้ยข่าวนู้นแขวะคนนี้ว่าขี้โกง&lt;br /&gt;จนคอโป่งตาโปนถลนตะลึง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;คุณคงเป็นลูกรักยิ่งนักแล้ว&lt;br /&gt;พ่อดั่งแก้วกนกมณีเป็นที่หนึ่ง&lt;br /&gt;แม่คุณคงสั่งสอนเสียลึกซึ้ง&lt;br /&gt;ปากคุณจึงจ้วงจาบอำเภอใจ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;โอ้ละหนอ...นกน้อยแห่งไร่ส้ม&lt;br /&gt;พ่นคารมข่มเหงยำเยงไพร่&lt;br /&gt;หนึ่งหนึ่งสองที่ผองคุณทูนเทิดไว้&lt;br /&gt;แท้คือโซ่เส้นใหญ่ใกล้หย่อนยาน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อมีคนเห็นต่างย่อมต่างเห็น&lt;br /&gt;ไยต้องเป็นหนึ่งเดียวเกลียวสมาน&lt;br /&gt;ฉุดกระชากลากไถไสกบาล&lt;br /&gt;ขู่ประจานให้พ้นเขตประเทศไทย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;สำรอกทับวลีถ่อยฟังแล้วอึ้ง&lt;br /&gt;“พ่อแม่มึงไม่สั่งสอนกันใช่ไหม?”&lt;br /&gt;สอนน่ะสอน! ว่าอย่าเป็นทาสรับใช้&lt;br /&gt;สั่งสิสั่ง! ว่าหัวใจให้อิสรีย์&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หยุดเหยียบย่ำหยามเย้ยถึงแม่พ่อ&lt;br /&gt;ปากสอพลอตระบัดสัตย์สิ้นศักดิ์ศรี&lt;br /&gt;ใครจงรักไม่จงรักสิทธิเขามี&lt;br /&gt;บุพการี...ขอไว้อย่าลามปาม!&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-6498019378969465058?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6498019378969465058'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6498019378969465058'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_7011.html' title='เพ็ญ ภัคตะ: พ่อแม่ไม่สั่งสอน!'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-4642382524505207884</id><published>2012-01-27T18:50:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T18:51:39.428+07:00</updated><title type='text'>มุกหอม วงษ์เทศ: อาถรรพ์แห่งศัพท์</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38949" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="field field-type-text field-field-byline"&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;p&gt;มุกหอม วงษ์เทศ&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศัพท์บางประเภทมีอาถรรพ์ คำบางวงศ์วานมีอาคม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ความนิยมใช้คำว่า “เจ้า”  พวยพุ่งรุ่งโรจน์อย่างเป็นปรากฏการณ์  สวนทางกับความนิยมในสามานยนามและวิสามานยนามเกี่ยวกับเจ้าที่ตกต่ำลง  ข้าพเจ้าลองนั่งนึกสลับกับสืบค้นแบบลวกง่ายไม่ทรมานสังขารอันไม่เที่ยง  ก็พบว่าคำว่า “เจ้า” มีความหมายและการใช้ตามสมัยนิยมที่รุ่มรวย หลากหลาย  เหลื่อมซ้อน ย้อนแย้ง อินุงตุงนัง อาทิเช่น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(1) ผู้มีอำนาจในปริมณฑลหรือกิจการต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่, เจ้าพนักงาน, เจ้าเมือง, เจ้าสำนัก, เจ้าอาวาส, เจ้าพ่อ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(2) เหล่าพระราชวงศ์และราชนิกูลในสถาบันกษัตริย์  นับตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป (หมายเหตุ: ตามกฎนี้  ผู้มีฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่าหม่อมเจ้า จึงไม่ใช่ “เจ้า” อย่างไรก็ดี  ผู้ไม่ใช่เจ้ามาแต่กำเนิดก็สามารถถูกแต่งตั้งให้เป็น “เจ้า” ได้  หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนราชวงศ์ สามัญชนก็ตั้งตนเป็นเจ้าได้ เช่น  รัชกาลที่หนึ่งผู้สถาปนาราชวงศ์จักรี)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(3) ผี เทพ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เจ้าที่, ศาลเจ้า, ไหว้เจ้า, ทรงเจ้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(4) God - พระเจ้า, พระผู้เป็นเจ้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(5) ความเป็นเจ้าของ หรือผู้เป็นใหญ่เหนือสิ่งของ เช่น เจ้าหนี้, เจ้าทรัพย์, เจ้าบ้าน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;(6) ผู้มีความเชี่ยวชาญช่ำชองในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เจ้าเล่ห์, เจ้าชู้, เจ้าคารม, เจ้ากี้เจ้าการ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(7) สรรพนามบุรุษและสตรีที่สองและสาม ใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วยและพูดถึง โดยมีนัยยะถึงคนที่มีสถานะต่ำกว่าหรือเท่ากัน เช่น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ชายชาติอาชาไนยอย่างข้า ไม่เอาเจ้าด้วยกำลังหรือเล่ห์เพทุบายดอก”  “วันหลังคุณอย่าพาเจ้าหนูมาที่นี่อีกนะ ดิฉันรำคาญเด็ก”  “เจ้าหล่อนนึกยังไงหนอ ถึงยอมไปไหนมาไหนกับเจ้าราฟาเอล” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเกิดความนิยมใช้ “เจ้า”  นำหน้าสิ่งไม่มีชีวิตหรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน  นัยว่าเพื่อแสดงตนเป็นคนสุภาพน่ารัก จิตใจดี  มีความเอ็นดูอันเหลือเฟือให้กับสรรพสิ่ง เช่น “อพยพออกจากบ้านเป็นเดือนแล้ว  ทำไมเจ้ามวลน้ำไม่เห็นมาเสียที” “อนิจจา, พวกใจบาปจะมากำจัดน้ำเน่ากันแล้ว  เรามาร่วมสวดมนต์ให้เจ้าแบคทีเรียกันเถอะ”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(8) ผู้ประกอบการ เช่น “ลูกชิ้นปิ้งเจ้านี้อร่อยที่สุด  ใส่บอแรกซ์ไม่อั้น” “เจ้านี้ก็ห่วย เจ้าโน้นก็ห่วย  เจ้าที่คนมะรุมมะตุ้มแย่งกันยิ่งห่วย แถวนี้ห่วยทุกเจ้า”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(9) คำอุทาน คำสบถ คำร้องเรียกความสนใจ หรือคำลงท้ายขานรับ  เช่น  “อุแม่เจ้า!” “แม่เจ้าโว้ย!” “เจ้าข้าเอ๊ย!”  “สั่งสอนพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ!”  “จะให้บ่าวเชือดไก่ให้ลิงดูอีกตัวไหมเจ้าคะ?” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;น่าประหลาดที่คำว่า “เจ้า”  ตามอักขรวิธีและการสะกดในปัจจุบันมีนัยความหมายและการใช้มากมายและวุ่นวาย ขนาดนี้ ในบางกรณี  ความหมายแบบหนึ่งทำลายความหมายอีกแบบหนึ่งจนย่อยยับอย่างไม่น่าให้อภัยโทษ และอยู่ร่วมราชอาณาจักรกันได้&lt;br /&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7168/6764606661_1dfb41e551.jpg" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;strong&gt;ศัพท์กำราบ สาปด้วยศัพท์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นับตั้งแต่กระแสเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ  การปฏิรูปและการวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ทวีความเข้มข้นพร้อมส่งสัญญาณไม่ยอม จำนน บรรดาสาวกและอัศวินแห่งลัทธิเทวราชากลายพันธุ์  (รวมทั้งพวกโหนเจ้าทั้งที่อาจไม่ได้นิยมเจ้าด้วยใจจริง)  ต่างกระวีกระวาดสาดถ้อยคำเข้าใส่ปีศาจแห่งความเป็นสมัยใหม่อย่างเมามัน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“กำเริบเสิบสาน” “เหิมเกริม” “เห่อเหิม” “ลบหลู่” “จาบจ้วง”  “ล่วงละเมิด” “ล่วงเกิน” “ก้าวล่วง” “อาจเอื้อม” “บังอาจ” “ตีตนเสมอ”  “มักใหญ่ใฝ่สูง” “หมิ่นเบื้องสูง” “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” “หลู่พระเกียรติ”  “ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท” “มิบังควร” “ดึงฟ้าต่ำ” “อกตัญญู” “เนรคุณ”  “ทรยศ” “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” “ล้มเจ้า” “ล้มล้างราชบังลังก์” “ไม่จงรักภักดี”  “ไม่สำนึกบุญคุณ” “ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” “ไม่เจียมกะลาหัว” “เหาจะกินหัว”  “ขี้กลากจะขึ้นหัว” “นรกจะกินกบาล”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ศัพท์แสงสำนวนโวหารหรูหราเหล่านี้ล้วนร้อยรัดอยู่กับแก่นแกนอุดมการณ์ โบราณเดียวกัน (“โบราณ” แต่ก็เป็นการผสมผสานอย่างไม่สถิตของ  “มรดก-ซากเดน-เพิ่งสร้าง-ประดิษฐ์ใหม่-กลายพันธุ์”)  อุดมการณ์ศักดินาที่ทรงฤทธิ์นี้อ้างอิงปนบิดผันอุดมการณ์พุทธปนพราหมณ์ว่า ด้วยการแบ่งแยกลำดับชั้นตามชาติกำเนิด สิทธิธรรมและบุญญาบารมี  ด้วยลักษณะสังคมแบบ “ยศช้างขุนนางพระ” และ “นายว่าขี้ข้าพลอย”  ภาษาไทยจึงมีคำ “ด่า-แดกดัน”  เกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ลำดับชั้นมากมายหลายเฉดให้เลือกใช้ตามแต่อกุศลจิต  ภาษา “คุณไสย” จำพวกนี้มีหน้าที่ตำหนิติเตียน ผรุสวาท เหยียดหยาม เยาะหยัน  ข่มขู่ และสาปแช่งการ “ละเมิด”  หลักการและคุณค่าว่าด้วยความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสถานภาพบุคคลที่ฝ่ายต่ำ ศักดิ์กว่า (คนสามัญ ไพร่ ฆราวาส) กระทำต่อฝ่ายสูงศักดิ์กว่า (คนชั้นสูง  เจ้านาย พระสงฆ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์) &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ภายใต้ระเบียบสังคมแนวดิ่ง เมื่อใดที่คนสถานะต่ำไม่ประพฤติตนทั้งกาย  วาจา ใจตามกติกาที่บังคับให้นอบน้อมสวามิภักดิ์ต่อคนสถานะสูง  สังคมไทยถือว่าเป็นการแหกจารีตแบบแผนที่อัปมงคลและชั่วช้าสามานย์อย่างยิ่ง  จำต้องประณาม ประจาน ประชด  และกดปราบพฤติกรรมที่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจและอุดมการณ์  “คนต้องไม่เท่ากัน” แบบไทยให้สิ้นพิษสง  ในโลกทัศน์และขอบฟ้าจินตนาการของคนรุ่นเก่าหัวโบราณ  คนรุ่นใหม่ที่คร่ำครึกว่าคนหัวก้าวหน้าเมื่อร้อยกว่าปีก่อน  หรือกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่ของคนทั่วไปที่นิยมเจ้า “เจ้า”  แม้จะเชื่อได้ยากแล้วว่าเป็นอวตารของเทพแขก  แต่ก็ยังเชื่อได้ง่ายว่าเป็นผู้สั่งสมบุญญาบารมีมามากและไม่มีทางจะเป็นคน ธรรมดาได้ดังความเชื่อที่แพร่หลายว่า “พระมหากษัตริย์  อย่างไรก็อยู่สูงกว่าคนทั่วไป”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดหลักแห่ง hierarchy แล้ว  การปิดปากการวิจารณ์และสกัดกั้นการปฏิบัติต่อเจ้าในฐานะบุคคลแบบเดียวกับ สามัญชนอีกแบบที่ร้ายกาจยิ่งกว่าคือการอ้างว่าเป็นเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ เหล่าผู้รักและศรัทธา  ซึ่งเป็นวิธีให้เหตุผลชนิดเดียวกันของเหล่าศาสนิกชนหัวรุนแรงที่ไม่อาจทนให้ ศาสนาและศาสดาของตนถูกแตะต้องได้  ยิ่งใช้ข้ออ้างนี้เป็นรากฐานมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ “Head of State” กลายเป็น  “God, Prophet, Spiritual Leader”   มากขึ้นเท่านั้น  ขันติธรรมซึ่งเป็นคุณค่าสำคัญในสังคมประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในสังคม ที่ปราศจากขันติต่อการแตะต้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ขัดกับคุณค่า “มนุษยนิยม” ของนานาอารยะชน, ลักษณะกึ่ง “เทวสถานะ”  ดังที่เป็นอยู่จริงเห็นประจักษ์ชัดแจ้งได้จากความเชื่อเกี่ยวกับคุณงามความ ดีอันบริสุทธิ์ไร้ข้อด่างพร้อย (ซึ่งลดหลั่นกันไปไม่เท่ากัน  และซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่ “เทวนิยม”  แบบโบราณที่สามารถใช้พระเดชโดยไม่จำเป็นต้องใช้พระคุณ)  พิธีกรรมทั้งแบบรัฐพิธีและลัทธิพิธี แบบแผนอากัปกิริยา  กฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมู่ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร กิจกรรมเทิดไท้  ประเพณียอพระเกียรติ และธรรมเนียมคำราชาศัพท์&lt;br /&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ราชาศัพท์: ศัพท์ศักดินาแห่งลัทธิเทวราชา&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: rgb(128, 0, 0);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(128, 0, 0);"&gt;“ความสำคัญของราชาศัพท์&lt;br /&gt;1. ราชาศัพท์เป็นระเบียบการใช้คำพูดของไทยให้สุภาพตามชั้นของบุคคล&lt;br /&gt;2. ราชาศัพท์บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมอันดีของชาติไทย&lt;br /&gt;3. การเรียนรู้ราชาศัพท์ถึงขั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ บ่งบอกถึงระดับการศึกษาของผู้ใช้&lt;br /&gt;4. การพูดราชาศัพท์ได้ถูกต้องและเหมาะสม นอกจากแสดงถึงการรักชาติแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทยอีกด้วย”&lt;br /&gt;                                                                      คติความเชื่อทั่วไปเกี่ยวกับราชาศัพท์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 0);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 0);"&gt; “การใช้ “ราชาศัพท์” นี้  ไม่ใช่ใช้เมื่อกราบบังคมทูลหรือกราบทูลเฉพาะพระองค์ท่านเท่านั้น  แม้จะเป็นการกล่าวถึงหรือกล่าวลับหลังก็ต้องใช้ราชาศัพท์  อย่าคิดว่าเป็นการพูดกันเองหรือประสงค์จะพูดเร็ว  จึงใช้คำธรรมดาแทนใช้ราชาศัพท์ ซึ่งจะเป็นการไม่ถวายความเคารพไป”         &lt;br /&gt;                                                                                     จำนงค์ ทองประเสริฐ, 2528&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 128);"&gt;  “ความจริงราชาศัพท์เป็นเรื่องยุ่งยาก  แต่ก็เป็นของที่ยังตัดไม่ขาดในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์...ในที่นี้ก็จะ ต้องขอวางหลักไว้ว่า ราชาศัพท์นั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสียดีกว่า  พึงใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นเอง”&lt;br /&gt;                                                                                             คึกฤทธิ์ ปราโมช, 2495&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;วันเวลาสมัยประถมเป็นอดีตอันแสนสุขที่ข้าพเจ้าหวนหาอาลัยอยู่เสมอ  นอกจากต้องเรียนคัดลายมือด้วยดินสอบ้างปากกาหมึกซึมบ้างเพื่อเอาดีในวิชาชีพ เสมียน,  ฝึกทักษะเย็บปักถักร้อยเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน  และหัดคลานเข่าไปหาคุณครูตามประเพณีศักดินาในโรงเรียนแล้ว  ข้าพเจ้ายังได้สนุกสนานเพลิดเพลินกับการท่องจำคำราชาศัพท์เพื่อการสอบเลื่อน ชั้นแต่ไม่เลื่อนสถานะอีกด้วย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในบรรดาหมวดหมู่วิชาภาษาไทยทั้งหมด ข้าพเจ้าชอบหมวดคำราชาศัพท์ที่สุด  เพราะเต็มไปด้วยภาษาแปลกใหม่ที่ข้าพเจ้าไม่เคยพบไม่เคยเห็นและไม่เคยใช้ใน ชีวิตมาก่อน อย่างไรก็ดีคำศัพท์เกี่ยวกับอากัปกิริยาพื้นๆ อย่างเสด็จ เสวย  ตรัส ทูล จำพวกนั้นไม่มีอะไรดึงดูดใจนัก  อาณาจักรที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดกลับคือหมวดอวัยวะ  ศัพท์แสงอันวิจิตรพิสดารและยากแก่การจดจำทำให้สมัยนั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ เป็น “เจ้า” จะต้องมีอวัยวะชนิดวิเศษผิดแผกแตกต่างจากคนธรรมดาเป็นแน่แท้ หู  ตา คอ จมูก ตับ ไต ไส้ ปอด ไหปลาร้า รักแร้  ไม่มีทางจะเป็นอวัยวะชนิดเดียวกันกับพระกรรณ พระเนตร พระศอ พระนาสิก  พระยกนะ พระวักกะ พระอันตะ พระปัปผาสะ พระรากขวัญ พระกัจฉะเป็นอันขาด  ตับก็คือตับ, just ตับ, แต่พระยกนะคือตับศักดิ์สิทธิ์  เมื่อชันสูตรในเชิงเทวชีววิทยา “ตับ” จึงเป็นอวัยวะชนิดเดียวกันกับ “liver”  แต่คนละชนิดกับ “พระยกนะ”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เหมือนบทสวดมนต์ที่เราถูกสอนให้ท่องจำอย่างไม่ประสีประสา  เป็นเวลานานกว่าที่ข้าพเจ้าจะเข้าใจสำนวนที่ได้ยินบ่อยในโทรทัศน์จนไม่เคย เฉลียวใจว่ามันจะใช้การอุปมาอุปไมยที่น่าตื่นตะลึงอย่างเหลือเชื่อ  ตัวอย่างเช่นวลี “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม”  นั้นเมื่อถอดรหัสก็จะได้ความว่า “ขอให้อำนาจบารมีละอองฝุ่นใต้ฝ่าเท้า  (ของผู้ที่พูดด้วย) ปกป้องคุ้มครองหัวและกระหม่อม (ของผู้พูด)”  ด้วยสมรรถภาพอันจำกัดของมนุษย์  ถึงจะเข้าใจโครงสร้างประโยคแล้วแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนึกภาพตามได้ง่ายๆ  เลย ข้าพเจ้าคิดว่าการใช้เทคนิคทางด้าน graphic หรือ animation  น่าจะช่วยได้เยอะทีเดียว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ต่อเรื่องการพูดกับอวัยวะ ไม่ใช่การพูดระหว่างคนกับคนด้วยกัน คึกฤทธิ์,  รอยัลลิสต์คนสำคัญในอดีตผู้ทำให้รอยัลลิสต์รุ่นใหม่ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ สมัยนี้ดูจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่เชาว์ปัญญาและไหวพริบปฏิภาณถูกทำลายจนเสียหาย ไปมาก, เปรียบเปรยได้กระจ่างแจ้งแก่กระหม่อมดียิ่งว่า  “ธรรมดาคนเราเมื่ออยู่ใกล้อะไรก็ต้องติดต่อกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด  ฉะนั้นเมื่อเราอยู่ใต้เท้าของท่าน  เราจะไปพูดกับอวัยวะส่วนอื่นของท่านที่อยู่สูงขึ้นไปกว่าฝ่าเท้าได้หรือ?   เราก็ได้แต่พูดกับ “ใต้เท้า” ของท่านที่กดตัวเราไว้นั่นเอง”  แต่เนื่องจากการไขข้อข้องใจนี้เป็นการตอบผู้อ่านที่ถามเรื่องคำสรรพนาม  “ใต้เท้า” มิใช่ “ฝ่าบาท” หรือ “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” คึกฤทธิ์จึงเหน็บ  (ใครก็ไม่รู้) ต่อไปราวกับไม่ได้ฉุกใจไปถึงราชาศัพท์ว่า  “แต่บังเอิญหนังเท้าของคนนั้น ธรรมชาติมิได้สร้างมาให้มีโสตประสาท  คือมิได้สร้างมาให้ใช้ฟังเสียง เราจะพูดกับ “ใต้เท้า”  ของท่านสักเท่าไรท่านจึงไม่ค่อยได้ยิน เพราะเท้ากับหูมันไกลกันนัก...”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;จะส่งสารไปถึงใครก็ช่างคุณชาย  แต่คนชั้นผู้น้อยอย่างเราก็เก็บเกร็ดความรู้มาประดับตัวว่า  เมื่อต้องวิสาสะกับคนชั้นสูงหรือคนมีอำนาจบารมี  คนสามัญชั้นต่ำต้องพูดกับฝ่าเท้าบ้าง ฝุ่นใต้ฝ่าเท้าบ้าง  ไม่สามารถจะอาจเอื้อมเผยอตัวไปพูดกับตัว หัว  หรือใบหน้าของคนที่มีสถานภาพสูงกว่าแบบเสมอกันหรือแม้แต่ใกล้กันได้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;แน่นอนว่าหลักเกณฑ์ในการใช้ราชาศัพท์ยังมีความสลับซับซ้อนต่อไปอีกมากเฉก เช่นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ทำหน้าที่เสกสรรปั้นแต่งความมหัศจรรย์มลัง เมลืองแก่เทพยดา ตามอรรถาธิบายอย่างเป็นทางการ ราชาศัพท์หมายถึง  “ระเบียบการใช้คำพูดของไทยให้สุภาพตามชั้นของบุคคล”  โดยหลักเกณฑ์ในการใช้นั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่พูดด้วยเป็นสำคัญ อันสรุปได้ว่า  ราชาศัพท์ใช้กับบุคคลที่มีฐานันดร-อิสริยยศสูงกว่าผู้พูด  คำราชาศัพท์มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะศัพท์ที่ใช้กับราชาเท่านั้น  แต่หมายถึงแบบแผนการใช้ภาษาสุภาพระดับต่างๆ ตามระดับชั้นของบุคคล  แต่ถึงกระนั้น เมื่อพูดถึงราชาศัพท์  ก็เป็นที่เข้าใจทั่วกันว่าหมายเฉพาะถึงศัพท์ที่ใช้กับเจ้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ราชาศัพท์ปรากฏดกดื่นที่สุดในบทกวีเทิดพระเกียรติ, ข่าวในราชสำนัก,  การบรรยายพระราชพิธี, ภาษาราชการ,​ ข้อเขียนทั่วไป-วิชาการ,  ถ้อยคำแสดงความจงรักภักดีผ่านมัลติมีเดีย ฯลฯ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ตำราทั่วไปอธิบายที่มาของคำราชาศัพท์ว่ามีขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติบุคคล ในสถาบันกษัตริย์ให้สูงกว่าคนทั่วไป  ตำรามักอ้างอย่างสบายอกสบายใจว่าภาษาบาลี-สันสกฤตเป็นภาษาในคัมภีร์ศาสนา  จึงเป็นภาษาสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองที่จะหยิบยืมมาใช้เป็นราชาศัพท์  แต่ตำรามักอึดอัดคับข้องในการอธิบายว่าทำไมราชาศัพท์ไทยจึงใช้ภาษาเขมร  และหลบหลีกเฉไฉให้คำอธิบายที่ไม่ได้อธิบายอะไรเลยทำนองว่า  “เป็นการเทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวไทยในฐานะทรงเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;มรดกทางศิลปวิทยาการและวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะในราชสำนักเต็มไปด้วยร่องรอย ที่มาจากวัฒนธรรมเขมร (ซึ่งรับวัฒนธรรมอินเดียอย่างพราหมณ์-ฮินดู  พุทธมหายาน คติเทวราช-สมมติเทพ) ไม่ว่าจะตัวอักษร ตัวเลข คำศัพท์  ระบบความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรม เครื่องนุ่งห่ม ดนตรี นาฏศิลป์  แต่วัฒธรรมไทยในยุคหลังและร่วมสมัยก็ส่งอิทธิพลต่อประเทศกัมพูชาหลายด้าน ด้วยเช่นกัน  การรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมกันไปมาตามเงื่อนไขทางสังคมการเมืองของแต่ละยุค สมัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก  เรื่องที่โคตรแปลกกลับคือการรับแล้วไม่ยอมรับว่ารับ  แถมกลับยักยอกเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองคนเดียว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นอกจากคำบาลี-สันสกฤตแล้ว ศัพท์จำนวนมากที่ประกอบกันขึ้นเป็น  “ราชาศัพท์” คือ คำเขมรหรือขอม ผู้สันทัดกรณีให้ทัศนะว่า  กษัตริย์และชนชั้นสูงในราชสำนักในรัฐทวาราวดี-ละโว้-อโยธยาก่อนสมัยอยุธยา ใช้ภาษาขอมหรือเขมรเป็นภาษาราชสำนัก  ในขณะที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินหลากหลายเผ่าพันธุ์อาจพูดไทย ลาว มอญ เขมร ชวา  มลายู ฯลฯ  ภาษาเขมรจึงถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนักและในวรรณคดีพิธีกรรมนับแต่ บัดนั้น  ครั้นเมื่อกลุ่มชนชั้นนำใหม่ซึ่งพูดภาษาไทยในสมัยอยุธยาเข้ามามีอำนาจและ อิทธิพลแทนที่ชนชั้นนำเก่าที่พูดเขมร  ภาษาไทยก็กลายเป็นภาษากลางในการสื่อสารทั่วไปทั้งในและนอกราชสำนัก  โดยที่ภาษาเขมรที่เคยใช้ในราชสำนักก็มิได้ถูกยกเลิกไป แต่กลับถูกยกเทิดเป็น  “ราชาศัพท์” หรือภาษาพิเศษสำหรับใช้กับพระราชาและเหล่าเจ้านายชั้นสูง  ต่อมาบรรดาปราชญ์ราชสำนักสมัยหลังก็พัฒนาศัพท์แสงและกฎเกณฑ์เกี่ยวกับราชา ศัพท์ให้ทวีความซับซ้อนขึ้น เป็นกลอุบายสร้างภาษา “เทพ”  เพื่อเนรมิตความขรึมขลังมหัศจรรย์น่ายำเกรงให้ท่วมท้นล้นพ้น  และเพื่อที่พวกไพร่ทาสจะได้ประหวั่นพรั่นพรึงไปตลอดกาล&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(ข้อโต้แย้งเรื่องเขมร กับขอม อาจยังไม่ยุติ  แต่ในชั้นนี้คือการยืนยันข้อเท็จจริงพื้นฐานเพียงว่า  “คำราชาศัพท์ไม่ใช่ภาษาไทย” -  คำไทยซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาคำโดดคือ “กู-มึง”  ไม่ใช่ “กระหม่อม-ฝ่าบาท”  เมื่อรับคติวัฒนธรรมศาสนาจากภายนอกเพื่อเทิดทูนสถานะชนชั้นปกครองให้ทะลุถึง ยอดเขาพระสุเมรุ-สวรรค์ชั้นดาวดึงส์  คำพื้นเมืองแต่เดิมจึงกลายเป็นคำไม่สุภาพไป)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ภาษาเขมรซึ่งเป็นภาษาพูดของกษัตริย์และชนชั้นสูงในราชสำนักก่อนสมัย อยุธยา  กลายมาเป็นภาษาที่กษัตริย์และชนชั้นสูงในราชสำนักสมัยต่อมาไม่ได้พูดในชีวิต ประจำวัน  แต่กลับเป็นภาษาที่คนธรรมดาต้องฝึกฝนศึกษาวิธีใช้เมื่อจะพูด/เขียนถึงเจ้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;พูดอย่างไพร่ๆ แล้ว เนื่องจากเจ้ากับไพร่ไม่ใช่คนเหมือนกัน  เจ้าจะพูดกับไพร่ด้วยภาษาปกติธรรมดา (“สบายดีไหม?”)  แต่ไพร่ต้องพูดกับเจ้าโดยเฉพาะกษัตริย์และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ด้วยภาษาพิเศษ อันวิจิตรพิสดาร (“ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม  ข้าพระพุทธเจ้ามีความสุขสบายดีพระพุทธเจ้าข้าขอรับ”)  ส่วนการเรียนรู้วิธีที่จะ “เพ็ดทูล” แบบชาววังที่คนนอกวังไม่มีทางสำเหนียก  ก็ย่อมจำกัดอยู่ในแวดวงราชสำนักอยู่นั่นเอง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นอกจากนี้เจ้าอาจใช้ราชาศัพท์ไม่คล่อง หรือรู้อย่างจำกัด  เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ และดังนั้นจึงอาจฟังไม่เข้าใจ หากพวก “เกินกว่าเจ้า”  ระริกระรี้ใช้ราชาศัพท์อย่างวิจิตรพิสดารด้วย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;จะว่าไป, กฎพื้นฐานที่ใครก็อาจสังเกตได้ก็คือ  ภาษาศักดิ์สิทธิ์มักต้องเป็นภาษาต่างด้าว  ไม่ใช่ภาษาพื้นเมืองที่คนพื้นเมืองผู้อยู่ใต้การปกครองใช้กันทั่วไป  เพื่อจำกัดผู้รู้ จำกัดผู้ใช้ จำกัดการเข้าถึง  เพื่อเสกสร้างความวิเศษสูงส่งอันผิดแผกจากธรรมดา  ความศักดิ์สิทธิ์ต้องลี้ลับและแยกขาดออกจากความสาธารณ์&lt;/p&gt; &lt;p&gt;อาจเรียบเรียงเรื่องราวให้รวบรัดอีกลีลาได้ว่า ในอดีต  ภาษาเขมรที่ต่อมาเรียกว่า “ราชาศัพท์” เคยเป็นภาษาพูดปกติของเจ้า  แต่ในปัจจุบัน “ราชาศัพท์” กลายเป็นภาษาที่เจ้าไม่ได้พูด  แต่พวกไม่ใช่เจ้าต้องใช้พูดกับเจ้า อนึ่ง  เจ้าต่ำศักดิ์กว่าต้องใช้ราชาศัพท์กับเจ้าสูงศักดิ์กว่าด้วยศัพท์แสงตาม ระดับของฐานันดรที่บัญญัติไว้เช่นกัน--แต่เราจะละไว้  ไม่กล่าวถึงกรณีเจ้าต่างชั้นหรือเจ้าเสมอกันเหล่านี้อีก&lt;/p&gt; &lt;p&gt;น่าคิดน่าขันพอประมาณที่ในอดีต “คำเขมร” เคยเป็นภาษาพูดแบบ native  speaking ของกษัตริย์และชนชั้นนำในราชสำนัก แต่นับจากสมัยอยุธยา  รัตนโกสินทร์ กระทั่งทุกวันนี้ “คำเขมร-บาลี-สันสกฤต” กลายเป็น  “ศัพท์เฉพาะ” ที่พวก “อเจ้า” ต้องใช้กับ “เจ้า”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;โดยที่ “อ” เป็นสัญญะแบบ paradox ที่หมายถึง “ไม่ใช่” และ “เอา”  ในเวลาเดียวกัน “อเจ้า” (ไม่ใช่เจ้า + เอาเจ้า)  หมายถึงบุคคลผู้ไม่ใช่เจ้าแต่ทว่ามีอัตลักษณ์ยึดโยงกับระบอบเจ้าอย่าง แรงกล้า  หากถูกสั่นคลอนหรือถูกพรากจากการโอบรัดนี้ก็จะรู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์ความ เป็นคนไทยและอาจกระทั่งความเป็นคน “อเจ้า” คือผู้ที่ไม่สามารถมีความเป็น  “ปัจเจกชน” ได้โดยปราศจากสถาบันอันเป็นศูนย์รวมจิตใจอันยิ่งใหญ่  ความเป็นตัวตนของ “อเจ้า” จึงเกาะเกี่ยวอย่างแน่นแฟ้นอยู่กับ “เจ้า”  ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามหรือสิ่งที่เขามิได้เป็น กล่าวอีกนัยหนึ่ง  การดำรงอยู่ของ “เจ้า” เป็นสิ่งนิยามตัวตนของ “อเจ้า” และการที่ความเป็น  “เจ้า” ดำรงอยู่ได้ก็เพราะการดำรงอยู่ของพวก “อเจ้า” นั่นเอง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในครรลองคล้ายกับความเป็น “fundamentalism”  ที่บูชาลัทธิศาสนาและศาสดาด้วยท่าทียึดมั่นต่อคุณลักษณะอันล่วงละเมิดมิได้ และต่อต้านความเป็นสมัยใหม่อย่างสุดขั้ว (สโลแกนล่าสุด:  “คนที่ไม่จงรักภักดี ต้องตายก่อนเวลาที่กำหนดไว้” “ล้าหลัง คลั่งเจ้า  ดีกว่า ก้าวหน้า เนรคุณ”/ คติธรรมประจำยุคสมัย:  ฆ่าคนที่ไม่จงรักภักดีไม่บาป ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่อาชญากรรม)  ราชาศัพท์คือพิธีกรรมแห่งถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธินิยมเจ้า  ด้วยจุดมุ่งหมายอันชัดแจ้งจนแทบไม่ต้องขยายความ  ชนชั้นปกครองและบริวารบังคับใช้ราชาศัพท์เพื่อ “ถ่าง-ตรึง” ลำดับชั้น และ  “แยก-ยก” หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ออกจากชนชั้นใต้ปกครอง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ดังที่ชาวพุทธทราบกันดีว่า “พระพุทธเจ้าเสด็จไปตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  เพื่อทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่เมื่อพระองค์ไม่ทรงพบทางพ้นทุกข์  จึงทรงหันมาบำรุงพระวรกายตามปกติ  และในที่สุดพระองค์ก็ทรงตรัสรู้ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา”  ขนบราชาศัพท์นี้ลุกลามไปถึงวงการพุทธศาสนาด้วย พระพุทธเจ้าออกผนวช  ละทางโลกย์ ขบถต่อระบบวรรณะฮินดู ทิ้งฐานันดรศักดิ์ของ “เจ้าชายสิทธัตถะ”  ในระบอบกษัตริย์แล้ว  แต่พุทธแบบไทยกระแสหลักยังพอกหนาด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานและความพะรุงพะรังของ พัดยศ-สมณศักดิ์-ฐานานุกรม-ราชทินนาม จนดูจะถวิลหาความเป็น “เจ้าชาย”  มากกว่าความเป็น “นักบวช” ของ Buddha เสียอีก ยิ่งตรึกตรองก็ยิ่งตลก  ทั้งพุทธเจ้าขุนมูลนายและพุทธพาณิชย์ต่างพากันเข้าหาพุทธศาสนาด้วยสำนึก เสน่หาอย่างลึกซึ้งในคุณสมบัติของความเป็น “เจ้า” ในระบอบกษัตริย์  ตั้งแต่ฐานันดร ทรัพย์สฤงคาร พิธีกรรม ไปจนถึงเดชานุภาพ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;จารีตราชาศัพท์จึงเป็นเครื่องค้ำพุทธกระแสหลักแบบไทยที่รับใช้ราชสำนัก  แต่เป็นเครื่องขวางการบรรลุธรรมอันเนื่องมาจากภาษาที่เต็มไปด้วยการยึดติดใน มายาและมิจฉาทิฐิแห่งลัทธิเทวราช คิดแบบเซนแล้ว  คงต้องปัดกวาดผงฝุ่นราชาศัพท์ออกจากกระจกเงาแห่งภาษาธรรมและภาษาพรรณนาตถาคต ให้หมดสิ้น หนทางแห่งการบรรลุ “พุทธะ” จึงจะปรากฏ  ตราบใดที่เหล่าพระเถระซึ่งไม่เพียงเสพติดลาภยศสรรเสริญและอุดมการณ์ชาติ  ศาสน์ กษัตริย์หนักกว่าฆราวาส  ซ้ำร้ายยังหล่อเลี้ยงตัวตนด้วยญาณวิทยาและจิตใจอันคับแคบ  พวกเขาก็จะตกเป็นทาสวัฒนธรรมศักดินา-ชาตินิยมไทยภายใต้ผ้าเหลืองแห่งความ หลอกลวงตลอดไป&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;“ถ้าคนไม่นิยมจะรับคำยกยอนั้นมากขึ้น คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง” &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในช่วงปี 2484 กรมดำรงฯ ณ “บ้านซินนามอน ปีนัง” และเจ้าฟ้านริศฯ ณ  “ตำหนักปลายเนิน คลองเตย” เขียนจดหมายโต้ตอบกันเรื่อง “ราชาศัพท์”  ตามความที่คัดมาดังนี้&lt;/p&gt; &lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“เห็นในหนังสือพิมพ์บางกอกไตม์วันที่ 19 กันยายน  ลือว่าจะเลิกใช้ราชาศัพท์ หม่อมฉันนึกขึ้นถึงวินิจฉัยมูลของราชาศัพท์  ซึ่งได้เคยคิดมาแต่ก่อน จึงเอามาทูลบรรเลงในจดหมายฉบับนี้ ที่เรียกว่า  “ราชาศัพท์” หมายความว่า “คำพูดของเจ้า” หรือ “คำพูดแก่เจ้า”  มิใช่แต่เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น  แต่ประหลาดอยู่ที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ -&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ก. เจ้าพูดก็ไม่ใช่ราชาศัพท์สำหรับพระองค์เอง เช่นจะว่า “ฉันเสวย”  “ฉันบรรทม” หรือ “พระขนงของฉัน” หรือ “พระเขนยของฉัน” หามีไม่  ย่อมใช้ศัพท์ภาษาไทยที่พูดกันเป็นสามัญว่า “ฉันกิน ฉันนอน คิ้วของฉัน  และหมอนของฉัน” แม้พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสเช่นนั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ข. คำราชาศัพท์ที่เป็นภาษาเขมรเช่น “ขนง เขนย”   พวกเขมรแม้มาพูดในเมืองไทยเขาก็ใช้สำหรับคนสามัญ ไม่ได้เรียกว่า ขนง เขนย  คิ้ว และหมอนของเจ้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เค้ามูลดูเป็น 2 ภาษาต่างกัน คือ ภาษาไทยภาษา 1  ภาษาราชาศัพท์อันเป็นคำเอามาจากภาษาเขมรกับภาษามคธและสันสกฤตโดยมากภาษา 1  ลักษณะที่ไทยใช้ราชาศัพท์ก็เป็นคำผู้ที่มิใช่ใช้เรียกกิริยาหรือวัตถุอัน เป็นของเจ้า หรือว่าโดยย่อ  ราชาศัพท์ดูเป็นคำผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่  หรือถ้าว่าอีกอย่าง 1  ดูเป็นเอาภาษาของคนจำพวกอื่นที่ใช้สำหรับไทยที่มาเป็นเจ้านายผู้ปกครองของตน  มีเค้าจะสังเกตในคำจารึกและหนังสือเก่า  เห็นได้ว่าคำราชาศัพท์ใช้ในกรุงศรีอยุธยาดกกว่าที่อื่น  ยิ่งเหนือขึ้นไปยิ่งใช้น้อยลงเป็นลำดับ... &lt;/p&gt; &lt;p&gt;...เมื่อแรกตั้งราชาศัพท์ ภาษาที่ใช้กันในพระนครศรีอยุธยายังสำส่อน  เลือกเอาศัพท์ที่เข้าใจกันมากมาใช้ และราชาศัพท์ในครั้งแรกจะไม่มีมากมายนัก  ต่อมาภายหลังจึงคิดเพิ่มเติมขึ้น  ด้วยเกิดคิดเห็นว่าของเจ้าควรจะผิดกับของไพร่ให้หมด  ใช่แต่เท่านั้นยังคิดใช้ราชาศัพท์ผิดกันในเจ้าต่างชั้น เช่น คำว่าตาย  ใช้ศัพท์ต่างกันตามยศเป็นหลายอย่าง  และคิดคำอย่างราชาศัพท์สำหรับผู้มียศแต่มิใช่เจ้าขึ้นอีก...ถ้ารวมความก็ ประสงค์จะแสดงว่าสูงศักดิ์ผิดกับผู้อื่นเท่านั้น... &lt;/p&gt; &lt;p&gt;...ราชาศัพท์นั้น ว่าที่จริงก็มีในภาษามนุษย์ทุกประเทศ เช่นคำว่า His  Majesty, His Excellency ก็ราชาศัพท์นั่นเอง แต่ของไทยเราเลอะมาก  โดยเฉพาะเมื่อมีผู้คิดตำราขึ้น และพูดเพื่อจะยกยอให้วิเศษไพเราะยิ่งขึ้นไป  จึงเลยเลอะ แต่หม่อมฉันเห็นเป็นใหญ่อยู่ที่ความนิยม  ถ้าคนไม่นิยมจะรับคำยกยอนั้นมากขึ้น คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง  เพราะใช้ราชาศัพท์นั้นผู้พูดต้องท่องจำและเลือกคำพูดลำบากมิใช่น้อย”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;                        สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, วันที่ 29 กันยายน และ 20 ตุลาคม 2484&lt;/p&gt; &lt;/blockquote&gt; &lt;blockquote&gt;&lt;p&gt; “...จะเห็นได้ที่คำ “ข้าพระพุทธเจ้า” แต่ก่อนนี้ไม่มีใครเขาใช้แก่เราเลย  ทำให้คิดเห็นได้ว่าคำทั้งปวงนั้นค่อยมีค่อยมาตามสาเหตุที่เกิดขึ้น  แล้วจึงเก็บทำขึ้นเป็นตำราราชาศัพท์ แต่ก็เก็บไม่หมด  ทั้งคำที่เกิดขึ้นทีหลังก็ไม่ได้อยู่ในตำราราชาศัพท์  และตำราราชาศัพท์ก็ไม่ได้ประสงค์จะทำคำของเจ้าใช้อย่างที่เราเข้าใจกันอยู่ เดี๋ยวนี้ เป็นประสงค์เพียงแต่จะพูดกับเจ้าให้เพราะพริ้งเท่านั้น  ...แม้หาคำในตำราราชาศัพท์ไม่ได้ก็ผูกขึ้น เช่น “หลอดพระวาตะ”  ฝ่าพระบาทเข้าพระทัยหรือไม่ว่าเป็นอะไร หมายความว่าท่อหายใจ  แปลเทียบมาจากคำที่เรียกกันตามสามัญว่า “หลอดลม” แต่เชือนไปเป็นลำไส้ เพราะ  “วาตะ” คำเจ้าว่า “ ตด”&lt;br /&gt;                                          สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, วันที่ 14 ตุลาคม 2484&lt;/p&gt; &lt;/blockquote&gt; &lt;p&gt;พินิจแบบไม่สนเจ้าสนไพร่แล้ว  ในยุคก่อนการโหมโฆษณาชวนเชื่อสถาบันกษัตริย์ “เจ้า”  อย่างสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ  กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์นั้น  (ในห้วงขณะที่ฝ่ายเจ้าถูกลิดรอนอำนาจและควบคุมกิจกรรมหลังการปฏิวัติ 2475)  ดูจะมีความเป็น “รอยัลลิสต์” น้อยกว่าบรรดาพวก “อเจ้า” ที่  “เป็นเจ้ายิ่งกว่าเจ้า” ในยุคนี้อย่างไม่ติดผงธุลี &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในความเห็นของ “เจ้า” อย่างกรมดำรงฯ ราชาศัพท์ที่  “เป็นคำผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่” เพื่อ  “ยกยอให้วิเศษไพเราะยิ่งขึ้นไป” นั้น เป็นความ  “เลอะมาก”  (ของพวกสอพลอเจ้า) การดำรงอยู่ของราชาศัพท์ขึ้นอยู่กับความ “นิยม”  หากใช้มากก็สร้างความ “ลำบาก” ให้ผู้พูด หากไม่นิยมใช้ ราชาศัพท์ก็  “ละลายลบหมดไปเอง” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เจ้าฟ้านริศฯ ช่วยยกตัวอย่างยั่วล้อให้รู้เช่นเห็นชาติพวก “ประจบเจ้า”  ว่า “แม้หาคำในตำราราชาศัพท์ไม่ได้ก็ผูกขึ้น เช่น “หลอดพระวาตะ”  ฝ่าพระบาทเข้าพระทัยหรือไม่ว่าเป็นอะไร หมายความว่าท่อหายใจ”!&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ส่วนคึกฤทธิ์ผู้เป็นราชนิกุลเสนอแนวทางก่อนปี 2500 ไว้ว่า  “ราชาศัพท์นั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสียดีกว่า  พึงใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นเอง”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในขณะที่พวก “อเจ้า”  อย่างเหล่าราชบัณฑิตกลับออกมาสั่งสอนประชาชนถึงขนาดว่า  “การกล่าวถึงหรือกล่าวลับหลังก็ต้องใช้ราชาศัพท์” ด้วยอุดมการณ์เดียวกัน  คตินิยมเจ้าร่วมสมัยก็ประดิษฐ์ระบบคุณค่าขึ้นว่าการใช้ราชาศัพท์  “บ่งบอกถึงระดับการศึกษาของผู้ใช้” และแสดงถึง “เอกลักษณ์-วัฒนธรรม”  “ความรักชาติ” และ “ความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทย”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;คงไม่ผิดหากจะชมเชยว่า อาการ “ultra-royalism”  ของสังคมไทยเป็นผลงานอันงามหน้าน่าชื่นใจของพวก “อเจ้า” หรือที่กรมดำรงฯ  เรียกว่า “บริวารชน” นั่นเอง &lt;/p&gt; &lt;p&gt;สำหรับข่าว “ลือว่าจะเลิกใช้ราชาศัพท์” ที่กรมดำรงฯ  กล่าวถึงในจดหมายนั้น อ้างถึงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีโดยจอมพล ป.  พิบูลสงคราม หนึ่งเดือนก่อนหน้าฉบับนี้&lt;br /&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;เรื่อง&lt;br /&gt;ให้ใช้คำว่า “วันเกิด” สำหรับบุคคลทุกคน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ด้วยบัดนี้ คำว่า “วันเกิด” ใช้กันอยู่หลายอย่าง คือ ใช้ “วันเกิด” บ้าง  “วันชาตะ” บ้าง “วันประสูติ” หรือ “วันพระราชสมภพ” บ้าง ความจริงคำว่า  “เกิด” ในที่นี้เป็นแต่เพียงใช้ประกอบกับคำ “วัน”  ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแปรผันตามราชาศัพท์  อนึ่งในภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Birthday สำหรับคนทุกชั้น  แม้สำหรับพระมหากษัตริย์ก็ใช้ว่า King’s Birthday&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ฉะนั้น แต่นี้ไปให้ใช้คำว่า “วันเกิด”  สำหรับบุคคลทุกคนตลอดถึงพระบรมวงศานุวงศ์  แต่เฉพาะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ให้ใช้ว่า  “วันเกิดในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ “วันเกิดในสมเด็จพระราชินี”  สำหรับพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีต่างประเทศ ให้ใช้ว่า  “วันเกิดใน...” เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ประกาศมา ณ วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2484&lt;br /&gt;(ลงนาม) พิบูลสงคราม&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt; &lt;p&gt; ในชั้นบรรยากาศแบบอาเศียรวาทสดุดีหรือในวัฒนธรรมประจบเจ้าร่วมสมัย  คำสั่งของจอมพล ป. ว่า  “...ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแปรผันตามราชาศัพท์...ภาษาอังกฤษก็ใช้คำ ว่า Birthday สำหรับคนทุกชั้น แม้สำหรับพระมหากษัตริย์ก็ใช้ว่า King’s  Birthday...แต่เฉพาะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...ให้ใช้ว่า  “วันเกิดในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”...”   ดูแข็งกร้าวและเหี้ยมเกรียมจนอาจทำให้พสกนิกรที่ขวัญอ่อนบังเกิดอาการ โรคาพยาธิกำเริบเฉียบพลันจนต้องบริกรรมคาถา “เหิมเกริมหนอ ลบหลู่หนอ  จาบจ้วงหนอ”  แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในสภาพจิตปกติ  การลิดรอนอิทธิฤทธิ์ฝ่ายเจ้าในเชิงสัญลักษณ์ (และอื่นๆ)  โดยข้อใหญ่ใจความแล้วเป็นนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมเสมอภาคแบบสากลธรรมดาๆ  ที่ไม่ได้มีอะไรโหดร้ายทารุณแม้แต่ละอองเกสรเมื่อเทียบกับประเพณีการปกครอง แบบ “อาญาไม่พ้นเกล้า” ในอดีตกาล &lt;/p&gt; &lt;p&gt;สองทศวรรษหลังการปฏิวัติ 2475  เป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจและเจรจาต่อรองระหว่างฝ่ายคณะราษฎร และฝ่ายกษัตริย์นิยม  มีทั้งการใส่ร้ายป้ายสีบุคคลสำคัญของฝ่ายคณะราษฎรและการลิดรอนอิทธิฤทธิ์และ อิทธิพลของฝ่ายกษัตริย์นิยม  ด้วยการดึงอำนาจทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมมาสู่ความเป็นผู้นำเผด็จอำนา จฟาสซิสม์ของตนเอง แม้นโยบายรัฐนิยม-ชาตินิยมที่มุ่งเปลี่ยนวัฒนธรรม  จรรยามารยาท และวิถีชีวิตคนไทยให้ทันสมัยเป็น “ไทยอารยะ”  จะทิ้งคราบเขม่าลัทธิชาตินิยมและตำนานความอลหม่าน พิลึกพิลั่น  ประดักประเดิก อันเปราะบางต่อการถูกชำแหละและหัวเราะขัน ทั้งโดนข้อหา  “ตามก้นฝรั่ง” และ “คลั่งเชื้อชาติไทย” ในเวลาเดียวกัน (เช่น “มาลานำไทย”,  ห้ามกินหมาก,  ให้เลิกนุ่งโจงกระเบน เลิกเปลือยกายท่อนบน, ให้กล่าว  “สวัสดี”, จงแต่งกายตามแบบสากล, ยืนตรงเคารพธงชาติ,  เปลี่ยนอักขรวิธีภาษาไทยให้ง่ายขึ้น, เปลี่ยนชื่อเพลงไทยเดิม ฯลฯ)   แต่จอมพล ป. เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพยายาม “ลดทอน”  วัฒนธรรมเจ้าและสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ฝังรากลึกให้เสื่อมคลาย ลง และชักจูงให้คนไทยรู้จักคุณค่า “สากล” ตามมาตรฐานนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;การลดความสำคัญและความซับซ้อนของราชาศัพท์ก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่ส่ง เสริมความเสมอภาค (แต่ต้อง “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” นะจ๊ะ)  เช่นเดียวกับการเปลี่ยนวัฒนธรรมการใช้สรรพนามจากเดิมที่ยึดโยงอย่างเข้มงวด กับสถานภาพบุคคลมาเป็น “ฉัน, ท่าน, เรา” แบบฝรั่ง การพยายาม “พลิก”  แบบแผนความสัมพันธ์ที่ผูกมัดอย่างแน่นหนาอยู่กับความเหลื่อมล้ำต่ำสูงนี้ถือ เป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมในระดับมูลฐานเลยก็ว่าได้  ในขณะเดียวกันประเพณีพิธีกรรมในราชสำนักบางอย่างก็ถูกเพิกเฉยหรือยกเลิกจาก รัฐบาลในระบอบใหม่  และความเป็นรัฐชาติก็ได้รับการขับเน้นให้โดดเด่นเหนืออุดมการณ์และบารมีของ สถาบันกษัตริย์&lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่หลังจากจอมพล ป. ถูกรัฐประหารโค่นอำนาจจากกลุ่มรอยัลลิสต์  นโยบายสร้างชาติหลายอย่างก็ถูกยกเลิกไป พร้อมๆ  กับการฟื้นคืนชีพเพื่อโลดแล่นและวิวัฒน์ในบรรยากาศใหม่ของวัฒนธรรมกษัตริย์ นิยมที่ถูกขันชะเนาะจนซบเซาไปชั่วคราว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในวิถีโคจรเดียวกันกับการหมอบคลาน  วัฒนธรรมราชาศัพท์ที่ฟื้นตัวจนแข็งแกร่งและอาจจะมีอาถรรพ์ยิ่งกว่าเดิมคือ แบบจำลองของสังคมไทยที่จวบจนวันที่แม่ค้ารถเข็นริมถนนนั่งเขี่ยแท็บเล็ต-อัพ สเตตัสเฟซบุ๊กเล่นยามว่างก็ยังคงละม้ายคล้ายจิตรกรรมฝาผนัง  ด้วยเทคโนโลยีเคลือบฉาบอันวาววับ  มันคือภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบดิจิตอลที่ตอกย้ำคติเดิมๆ  ว่าด้วยการจำแนกช่วงชั้นของคนในสังคมตามจักรวาลวิทยาแบบพุทธ-ศักดินา  อันประกอบไปด้วยเทวดาที่เหินหาวลอยล่องอยู่บนสรวงสวรรค์  เหล่าชนชั้นปกครองอันได้แก่ กษัตริย์ เครือญาติกษัตริย์  และขุนนางวางท่างามสง่าอยู่ถัดลงมาในเขตพระราชวังภายในกำแพงเมือง  ส่วนราษฎรที่วุ่นวายอลเวงอยู่กับกิจกรรมอันหาความสง่างามมิได้อยู่ด้านล่าง สุดไม่ห่างไกลจากเหล่าสิงสาราสัตว์&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;มนต์สะกดแห่งวรรณศิลป์: hegemony without resistance?&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หากไม่นับ “ทรง” และ “องค์” ซึ่งปรากฏเพียงครั้งสองครั้ง  “ประกาศคณะราษฎร” มีการใช้ราชาศัพท์เพียงคำเดียวเท่านั้นคือ “พระเชษฐา”  สปิริตแบบ 2475 และที่ควรจะไปไกลกว่านั้นมิใช่แค่เพียง “สิทธิ เสรีภาพ  ความเสมอภาค รัฐธรรมนูญ”  แต่รวมถึงการพยายามใช้ภาษาสามัญและลดทอนภาษาวิสามัญด้วย โครงการ “2475”  และช่วงเวลาไม่ถึงสองทศวรรษหลังจากนั้น อาจถือเป็นความ “radical”  อย่างเกินอภัยจากจุดยืนแบบ “เจ้าเป็นใหญ่” แต่ก็เป็นการ “compromise”  อย่างน่าเสียดายยิ่งจากจุดยืนแบบ “ประชาชนเป็นใหญ่”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ดุจดั่งพระอาทิตย์ย่อมขึ้นทางทิศตะวันออก  ฝ่ายอนุรักษนิยม-กษัตริย์นิยมซึ่งเถลิงอำนาจครอบงำวัฒนธรรมไทยฉบับราชการใน ช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาย่อมไม่พลาดโอกาสในการสรรเสริญเยินยอราชาศัพท์ว่า เป็นเครื่องบ่งชี้แบบแผนของอารยธรรมชั้นสูงที่ถึงพร้อมด้วยสุนทรียศาสตร์และ เอกลักษณ์ของภาษาไทยอันควรแก่การธำรงรักษาให้อยู่คู่ชาติไทยตลอดชั่วกาลปาว สาน หาใช่เครื่องมือทางอุดมการณ์การเมือง  การแบ่งชนชั้นเพื่อจุดหมายในการปกครอง และการกดขี่ให้สยบยอมไม่&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นอกจากขึ้นหิ้งเป็นภาษาราชการทั่วไปแล้วก็ได้เกิดความชินและความเชื่อใน หมู่นักอักษรศาสตร์หรือนักวิชาการเชื้อสาย “เจ้า” และ “อเจ้า” ว่า  การรู้จักใช้คำราชาศัพท์อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นแบบอย่างทางวรรณศิลป์อันล้ำ เลิศเพริศแพร้วของการเขียนภาษาไทยร้อยแก้วและร้อยกรอง  แม้แต่การแปลภาษาต่างประเทศเป็นไทยก็ต้องใช้ขนบภาษาเทวนิยมด้วยมาตรฐานเดียว กัน (แต่เวลาต่างประเทศเขียนถึงราชวงศ์ไทย  เขาก็ใช้วัฒนธรรมภาษาที่ไร้เทวสถานะของเขาด้วยเช่นกัน  สร้างความชอกช้ำแก่นักอักษรศาสตร์ไทยมิใช่น้อย) &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“William greets fans ahead of wedding.” สำนักข่าว BBC&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เจ้าชายวิลเลียมทรงมีพระปฏิสันถารกับพสกนิกรที่มารอเข้าเฝ้าก่อนจะถึงพิธีอภิเษกสมรส” สำนักข่าวไทยในภาวะไข้สูง&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“วิลเลียมทักทายเหล่าแฟนคลับก่อนพิธีแต่งงาน” สำนักข่าวไทยหลังหายไข้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในทำนองเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม  หากศาลพิพากษาไปตามอุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่กำกับความคิดจิตใจ  อุดมการณ์เดียวกันนี้ก็กำกับกิจกรรมการแปลด้วยเช่นกัน กระนั้นก็ตาม  การทะลวงกรงขังแห่งภาษายากแค้นลำเค็ญกว่าวงการกฎหมาย-ตุลาการมากนัก&lt;/p&gt; &lt;p&gt;กระทั่งเราเองก็ “คุ้นชิน” มาช้านานจนอดจะซาบซึ้งอย่างหักห้ามใจมิได้ว่า  คำราชาศัพท์เมื่อถูกประพรมด้วยทักษะอันเจนจัดในที่อันเหมาะอันควรนั้น  เพิ่มสง่าราศี ความขรึมขลัง และความไพเราะสละสลวยให้กับข้อเขียน  อีกทั้งเป็นสิ่งบ่งชี้ความเป็นผู้มีวัฒนธรรมการศึกษาอันเอกอุของผู้ประพันธ์ ด้วย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในทางตรงกันข้าม  การงดเว้นราชาศัพท์ในที่ที่พึงใช้ตามระบอบสุนทรียะทางภาษาที่ลงหลักปักฐานใน จิตใต้สำนึกย่อมส่งผลร้ายที่คาดเดาได้  ภาษาธรรมดาที่เข้ามาแทนที่มีแนวโน้มจะถูกวิจารณ์และพิพากษาในทันทีทันใด  ไล่ตามระดับการระวางโทษจากเบาไปหนักได้ตั้งแต่ไม่สละสลวย ไม่สวยงาม  ไม่ไพเราะ ไม่รื่นหู กระโดกกระเดก เฉิ่ม งุ่มง่าม ชาวบ้าน ไม่เป็นผู้ดี  ไม่มีการศึกษา ไม่มีวัฒนธรรม ผิดไวยากรณ์ ผิดธรรมเนียมแบบแผนอันดี   ก้าวร้าว เหิมเกริม บังอาจ เนรคุณ หมิ่นเบื้องสูง ไปจนถึงล้มเจ้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;(ยกเว้นชื่อเฉพาะหรือคอนเซ็ปท์ที่ยังไม่มี-หรือไม่สามารถมี-คำธรรมดาหรือ คำบัญญัติใหม่จะแทนที่ได้  การปฏิรูปภาษาจึงยังต้องคงคำสวยงามทั้งหลายไว้เป็นมรดกไปพลางๆ อาทิเช่น  “พระราชอำนาจ” “ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” “พยุหยาตราชลมารค” เป็นต้น  หากอยู่ในสังคมที่ยึดมั่นคุณค่าเสรีประชาธิปไตย  ชื่อเฉพาะและภาษาคอนเซ็ปท์ในระบอบกษัตริย์ที่มีอยู่มากมายเหล่านี้ก็ย่อม ดำรงอยู่ได้เป็นปกติธรรมดาไม่มีปัญหาแต่ประการใด  ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับภาษาอาเศียรวาทสดุดีที่ไม่จำเป็นในสังคมสมัยใหม่ อย่าง “พระเนตร” “ฉลองพระองค์” “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” “ประสูติ” “ตรัส”  ฯลฯ)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลุมพรางที่ล่อลวงได้อย่างร้ายกาจ เย้ายวน  และยืนยาวที่สุดคือหลุมพรางที่สามารถ “มอบ” และ “ริบ”  เกียรติภูมิของเราได้อย่างเบ็ดเสร็จประหนึ่งไม่เหลือทางเลือกอื่น  ภาษาล้อมครอบความรู้สึกนึกคิดและตอกตรึงแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคม  อำนาจในการควบคุมชี้นำที่แยบคายของภาษาทำให้ผู้ใช้ภาษายินยอมและยินดีที่จะ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมชี้นำนั้น  วัฒนธรรมความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในระดับจิตใต้สำนึกจะอยู่ดีมีพลังต่อไปได้ก็ ด้วยรหัสทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ว่าด้วย “อารยธรรมไทย” “ความงามในภาษาไทย”   “เอกลักษณ์ของภาษาไทย” ฯลฯ&lt;br /&gt;สภาวะนี้จะคืออันใดหากมิใช่ “the enchantment of feudal (language) splendor” - มนต์สะกดในความโอ่อ่าตระการตาของ (ภาษา) ศักดินา&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในบรรดาคำราชาศัพท์ทั้งมวล “ทรง” กับ “พระ” (รวมทั้ง “ทรงพระ”) เป็นคำที่น่าสนใจเป็นพิเศษ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ทรง/พระ” ในฐานะ “magical prefix” ที่ “เปลี่ยน” (transform)  คำธรรมดาหรือคำราษฎร์ให้กลายเป็นคำราชาศัพท์หรือคำหลวง  เป็นคำที่ปราศจากความหมายในตัวเอง หน้าที่เพียงประการเดียวของ “ทรง/พระ”  (เปลี่ยน “profane” (สาธารณ์) เป็น “sacred” (ศักดิ์สิทธิ์) เช่น  “ขี่ม้า/ทรงม้า”,  “เก้าอี้/พระเก้าอี้”) คือ “เทิดพระเกียรติ”  ไม่ว่าจะตั้งใจ จำใจ หรือแม้แต่ไม่ได้คิดอะไร การใช้คำว่า “ทรง/พระ”  จึงคือการร่วมสืบทอดและยืนยันสิทธิธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ทางภาษา  ภายในกรอบของการถูกครอบงำโดยสมยอม หรือ  “domination by consent”  น่าคิดพินิจนึกด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้ว โทษทัณฑ์ของการตกหล่นคำว่า  “ทรง/พระ”  อาจแค่ถูกองครักษ์พิทักษ์ภาษาไทยขมวดคิ้วติเตียนหรือจีบปากกระแนะกระแหน  แต่มิใช่ภยันตรายที่ร้ายแรงไปกว่านั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;การที่ราชาศัพท์ถูกยกยอให้เป็นขนบอันวิจิตรทางอักษรศาสตร์ราวกับมิได้ สำเหนียกหรือสมรู้ร่วมคิดกับอุดมการณ์ศิโรราบต่อระบอบเก่า และมีสถานะเป็น  “hegemonic language”  หรือภาษาที่ยึดครองความเป็นเจ้าเสียจนทำให้การไม่รู้จักหรือไม่ยอมใช้ใน โอกาสอันควรกลายเป็นความบกพร่องในเชิงสุนทรียะและในเชิงทักษะการใช้ภาษาทาง การ-วิชาการ กระทั่งการมีท่าทีวิพากษ์สถาบันกษัตริย์  เราก็ยังต้องปฏิบัติผ่านความช่ำชองในการใช้ราชาศัพท์เพื่อสร้างเกราะกันภัย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ไม่ว่าจะรู้ตัวและเต็มใจหรือไม่ ภายใต้ภาวะกระอักกระอ่วน ผะอืดผะอม  กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเป็น irony ในตัวเอง  การวิพากษ์มรดกคติเทวราชาของสถาบันกษัตริย์จึงยังคงต้องกระทำ “ด้วย”  และ/หรือ “โดยมิอาจเลี่ยง” มรดกภาษาของคตินั้น &lt;/p&gt; &lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การเลี่ยงที่จะไม่ใช้ย่อมทำไม่ได้อย่างถึงที่สุด  เนื่องจากคำราชาศัพท์จำนวนไม่น้อยได้แทรกซึมเข้าไปในหลายปริมณฑลจนกลายเป็น  “ขนบ” ที่บรรจุนัยยะทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม  รวมทั้งความนิยมใช้ตามความเคยชิน  โดยไม่จำเป็นว่าการใช้นั้นต้องอยู่ในบริบทของการยอพระเกียรติเสมอไป  หากอยู่ในวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีรากฐานแข็งแกร่ง  คำราชาศัพท์ที่เป็นศัพท์เฉพาะในแวดวงต่างๆ ย่อมถูกใช้ในฐานะ  “มโนทัศน์ทางประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม”  หรือแม้แต่เป็นสำนวนลีลาภาษาเพื่อการสื่อสารให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน  มิได้ใช้เพื่อจรรโลงวัฒนธรรมเทิดไท้อย่างคำศัพท์ในหมวดคำนาม หมวดคำกิริยา  หมวดร่างกาย&lt;br /&gt;แน่ล่ะว่า จากอีกมุมมองหนึ่ง  มันตลกไร้สาระเกินไปที่จะใส่อัญประกาศกำกับทุกถ้อยกระทงความ  การใช้ราชาศัพท์แบบ “ขืนขนบ” และ “บ่อนเซาะ”  จึงอาจเหลือรูปแบบเดียวคือใช้ด้วยเจตนาท่าทีที่อยู่ในจักรวาลทัศน์แห่ง  irony  (วิหารแห่ง humor, satire, sarcasm)&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญที่จริงแท้  หาใช่เป็นแต่เพียงในนาม ในบทบัญญัติทางกฎหมาย  หรือโดยปล่อยให้ความเป็นไทยมาปู้ยี่ปู้ยำแล้วสักแต่แก้ตัวอย่างไม่มียางอาย ว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ จำต้องแตกหัก,  แม้ไม่ต้องโดยเด็ดขาดแต่ก็ต้องโดยมีนัยสำคัญ, กับวัฒนธรรมราชาศัพท์  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเกรียงไกรของความไม่เสมอภาคที่มิใช่เพียงระหว่าง “คน”  กับ “คน” ที่ “ไม่เท่ากัน” เท่านั้น โดยจิตวิญญาณแล้ว “ราชาศัพท์”  คือโองการว่าด้วยการดำรงอยู่คนละภพภูมิระหว่าง “คน” กับ “เทวดา”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ทุกสังคมไม่ว่าจะเสรีหรือไม่เสรีล้วนมี “VIP” หรือ “Very Important  Person” แต่พร้อมไปกับและเป็นองค์ประกอบของการสร้าง “cult of personality”  ให้กับบุคคลในชนชั้นจารีต ราชาศัพท์คือการสร้าง “VSP” หรือ “Very Sacred  Person” ที่ไม่สมเหตุสมผล&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ประเทศไทยอาจผยองลำพองใจว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องภาษาของเจ้าอาณานิคม  “แบบ” ประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมทางตรงเป็นเวลานาน  ในบ้านเมืองเหล่านั้นคนพื้นเมืองถูกบังคับให้เรียนภาษาเจ้าอาณานิคมในฐานะ ภาษาที่มีอารยธรรมสูงส่งกว่าเพื่อการซึมซับรับความรู้และค่านิยมของเจ้า อาณานิคม  ซึ่งในบางกรณีอาจดำเนินไปพร้อมกับการห้ามไม่ให้ใช้ภาษาพื้นเมืองของตนเอง  ทว่าในหลายแห่งหลังการต่อสู้ปลดแอกจนได้รับเอกราช  มรดกภาษาของเจ้าอาณานิคมที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานกดขี่ก็ถูกพลิกกลับ ปรับกลืนให้เป็นภาษาราชการแห่งการศึกษา-สื่อสารในโลกสากล  (ยกตัวอย่างเฉพาะภาษาอังกฤษ เช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์  และบางประเทศในแอฟริกา)  ถึงที่สุดแล้วประเทศอดีตอาณานิคมอาจไม่ได้จำเป็นต้องต่อต้านและกำจัดภาษา เจ้าอาณานิคมให้สิ้นซากด้วยปมแอกทางประวัติศาสตร์ชาตินิยมคับแคบ  แต่สามารถใช้ประโยชน์ด้วยท่าทีที่ระแวดระวังกับอันตรายของการลบเลือนประวัติ ศาสตร์ความทรงจำก่อนสมัยอาณานิคมผ่านภาษาเจ้าอาณานิคมที่เข้าครองความคิดจิต ใจและถ่ายทอดปลูกฝังคุณค่าและความรู้แบบตะวันตก &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ความยากลำบากและกระอักกระอ่วนในการเผชิญหน้า สลัดหลุด  หรือสร้างสรรค์ใหม่ในสังคมหลังอาณานิคมย่อมมีความหลากหลายแตกต่างกันไป  การพยายาม “จัดการ”  กับมรดกเจ้าอาณานิคมและสร้างอัตลักษณ์ใหม่อาจกระทำผ่านการรื้อฟื้นศักดิ์ศรี ของภาษาพื้นเมือง พร้อมไปกับการจงใจ “ปรับ-ดัดแปลง-เล่น”  ภาษาของเจ้าอาณานิคมซึ่งกลายเป็นภาษาราชการและภาษาของคนพื้นเมืองที่มีการ ศึกษาไปแล้วให้มีกลิ่นอาย  ลีลาและวิธีใช้แบบท้องถิ่นที่ผิดแผกไปจากภาษานั้นตาม “มาตรฐาน”  ของประเทศแม่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการส่องสะท้อน ขัดขืน  เอาชนะและก้าวข้ามประสบการณ์และบาดแผลของการตกเป็นอาณานิคม&lt;/p&gt; &lt;p&gt;น่าสนใจว่าประสบการณ์ของไทย  ประเทศกึ่งศักดินาที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นอย่างเป็นทางการ  อาจเทียบเคียงได้กับประสบการณ์แบบ post-colonial ในแง่มุมที่กลับหัวกลับหาง  ในระบบการศึกษาไทยทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ  แม้จะไม่ใช่ภาษาที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันปกติ  แต่คนพื้นเมืองที่มีการศึกษาก็ต้องรู้จักเรียนรู้และยอมรับ  โดยเฉพาะในความหมายของการ “internalize”  หรือรับภาษาศักดิ์สิทธิ์ขั้นพื้นฐานของเจ้าศักดินาให้เข้ามาอยู่ในตัวจนเป็น ธรรมชาติ  เพื่อว่าเมื่อถึงคราวจำเป็นก็สามารถแสดงถึงทักษะในการใช้ภาษานั้นได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม &lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลังการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบกษัตริย์ภาย ใต้รัฐธรรมนูญและหลังการหมดอำนาจของกลุ่มการเมืองฝ่ายคณะราษฎร  การที่ราชาศัพท์ถูกสักการะเป็นภาษาชั้นสูงสุด  รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีการศึกษาและวัฒนธรรมนั้น (ในทางกลับกัน  การไม่กระดิกราชาศัพท์เป็นสัญลักษณ์ของคนด้อยการศึกษาหรือมีการศึกษาแต่ไม่ มีวัฒนธรรม) มิใช่ด้วยการตระหนักว่ามรดกที่เคยเป็น “แอก”  มีคุณค่าทางสากลล้นเหลือพอที่จะใช้ประโยชน์ต่อไปเพื่อความก้าวหน้าของ พลเมือง  แต่กลับด้วยความปีติในการเสกสรรปั้นแต่งมรดกแห่งการกดขี่ให้กลายเป็นมรดก แห่งความภูมิใจในความเป็นไทยชั้นสูง  โดยที่ความจริงแล้วคือการสืบสานมรดกของระบอบเก่าต่อไปภายใต้การนิยามความ หมายใหม่ที่ฝังกลบความจริงดังกล่าว ทั้งนี้มิพักต้องกล่าวถึงว่า “แอก”  นั้นหาได้มีคุณประโยชน์แต่ประการใดต่อพัฒนาการของคนพื้นเมือง  แม้จะอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งอุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่ปกคลุมทุกภาคส่วน  มันก็ออกจะน่าประหลาดใจมิใช่หรือที่ภาษาแห่งเจ้าศักดินากลับได้รับการยอมรับ และภักดีโดยผู้มีการศึกษาอย่างแทบจะปราศจากการขัดขืน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หรือเป็นเรื่องของความสุภาพ นอกจากวรรณศิลป์?  เหล่าสุภาพชนไม่นิยมภาษาหยาบกระด้างและรังเกียจภาษาหยาบคายแบบชนชั้นล่างและ ชนชั้นกลางไร้วัฒนธรรม?&lt;/p&gt; &lt;p&gt;การอธิบายเรื่องราชาศัพท์ที่แพร่หลายนิยมยกข้อความจากปาฐกถา  “กถาเรื่องภาษา” ของพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ว่า  “...นอกจากคำพูดและวิธีพูดทั่วไปแล้ว  ยังมีคำพูดและวิธีพูดสำหรับชนเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่าอีกด้วย เช่น  ราชาศัพท์ของเรา เป็นต้น ฝรั่งไม่มีราชาศัพท์เป็นคำตายตัว  แต่มีวิธีพูดยกย่องชั้นพระมหากษัตริย์หรือชั้นผู้ดีเหมือนกัน  แต่วิธีพูดเช่นนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว  โดยมากมักจะเป็นวิธีพูดอย่างสุภาพเท่านั้นเอง”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ข้อความในปาฐกถานี้เอื้อต่อการอ้างอิงในการนิยามราชาศัพท์ว่าเป็นคำสุภาพ สำหรับพูดกับและพูดถึงชนชั้นบนสุดของสังคม  แต่ความจริงแล้วคำอธิบายของวรรณไวทยากรเองกลับเป็นสิ่งยืนยันว่า  “ราชาศัพท์” ไม่อาจเทียบได้กับ “วิธีพูดอย่างสุภาพ” แบบ “ฝรั่ง” ซึ่ง  “ไม่มีราชาศัพท์เป็นคำตายตัว...ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว” นั่นคือจริงๆ  แล้วราชาศัพท์ไม่ได้มีเป้าประสงค์ที่จะเป็น “code of conduct”  ใน “polite  society” หรือวงสังคมชั้นสูง แต่ราชาศัพท์คือ  “วิธีพูดสำหรับชนเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่า” ซึ่ง  “วิธีพูดยกย่องชั้นพระมหากษัตริย์หรือชั้นผู้ดี” (หรือ  “ยกยอให้วิเศษไพเราะยิ่งขึ้นไป”)  นั้นมิใช่การปฏิบัติเพื่อธำรงไว้ซึ่งจรรยามารยาทสังคม  แต่เป็นปฏิบัติการเพื่อการค้ำจุนสิทธิธรรมของเหล่าอภิชนในระบอบกษัตริย์ต่าง หาก ถ้า “ธรรม” ที่กดปราบมนุษย์บนฐานของฐานันดรย่อมไม่ใช่ธรรมที่แท้  ราชาศัพท์ก็ไม่ใช่ “พิธีกรรม” ในอุดมการณ์ธรรมราชา (“ธรรมราชา”  ไม่ใช่อุดมการณ์ที่เรียกร้องภาษาเทพเทวดา)  แต่เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับในอุดมการณ์เทวราชา   &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ด้วยวัตถุประสงค์และเหตุผลของการดำรงอยู่ดังกล่าว  ราชาศัพท์หาใช่ประเภทของคำสุภาพอย่างที่ตำราภาษาไทยนิยมนิยามไว้  แต่คือคำการเมืองที่ยก-แยก-ย้ำสถานะที่แตกต่างห่างลิบลับระหว่างมนุษย์กับ เทพตามจักรวาลวิทยาแบบโบราณ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นอกจากความกลัวแล้ว  ความเคยชินและการถูกล่อลวงใจในมนตราพลานุภาพแห่งเกียรติยศและสุนทรียะคือ สิ่งจรรโลงอุดมการณ์เทวราชาที่หยั่งรากลึกถึงศัพท์ ไวยากรณ์  และกระบวนการเปล่งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ด้วยเจตนารมณ์แห่งการใช้แบบขืนขนบและบ่อนเซาะ บางที  “ถ้าคนไม่นิยมจะสมยอมอยู่ในระบอบเกียรติยศนั้นมากขึ้น  คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;การขัดขืนต่ออำนาจนำที่ทรงพลังจนซึมซ่านเข้าไปในถ้อยคำสำนวนของเรา  คือการยอมที่จะไม่งามตามขนบเก่าเพื่อถากถางทางไปสู่ขนบความงามแบบใหม่  เมื่อทุกแห่งหนฟุ้งตลบอบอวลไปด้วยสุ้มเสียงและอักษรแห่งการสอพลอศิโรราบ  เท่าที่จะทำได้และเป็นไปได้,  การฝืนใจไม่ยินดีและไม่ยินยอมจะเป็นอักขระตัวแรกที่หยัดยืนบนเทือกบรรทัดที่ มุ่งไปสู่ภูภาษาแห่งการปลดปล่อย&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;strong&gt;อ้างอิง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;คึกฤทธิ์ ปราโมช, เก็บเล็กผสมน้อย ชุดที่สอง. สำนักพิมพ์คลังวิทยา. 2502. หน้า 53.&lt;br /&gt;คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปัญหาประจำวัน ชุดที่เจ็ด. โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์. 2502. หน้า 162.&lt;br /&gt;จำนงค์ ทองประเสริฐ, “ราชาศัพท์ที่มักใช้กันไม่ถูกต้อง” ใน ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. 2528. หน้า 226 &lt;a href="http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1155"&gt;http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1155&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สาส์นสมเด็จ. เล่ม 23, คุรุสภา, 2505.&lt;br /&gt;สุจิตต์ วงษ์เทศ,&lt;a href="http://www.sujitwongthes.com/"&gt; http://www.sujitwongthes.com/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-4642382524505207884?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4642382524505207884'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4642382524505207884'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_3575.html' title='มุกหอม วงษ์เทศ: อาถรรพ์แห่งศัพท์'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8474186208389215872</id><published>2012-01-27T18:49:00.000+07:00</published><updated>2012-01-27T18:50:12.579+07:00</updated><title type='text'>(ตอนจบ) เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย)</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38960" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="field field-type-text field-field-byline"&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;p&gt;เล่าซัน &lt;/p&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ชื่อเดิม: เรื่องที่คนในอยากเล่า... คนนอกอยากรู้ของคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;a href="http://prachatai.com/journal/2012/01/38931"&gt;ความเดิมตอนที่แล้ว&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; เปิดจดหมายจากนักโทษการเมืองผู้มีประสบการณ์ตรง เนื้อหาว่าด้วยการนอน การเยี่ยมญาติ และการสื่อสารกับโลกภายนอก&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;00000000&lt;br /&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;5.&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;การพบญาติที่มาเยี่ยม (การเยี่ยมญาติ) การพบทนาย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;“จะเป็นการดีมาก กรณีที่เราไปเยี่ยมแล้วมีของฝาก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ขอให้เราบอกกับคนที่เราไปเยี่ยมเลยว่า “มีของฝากนะรอรับด้วย”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ไม่งั้นผู้ต้องขังจะไม่รู้แล้วเดินกลับแดนไปเลย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;เราผู้เยี่ยมจะต้องเสียเวลาในการคอยให้คนไปตามมาอีก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ถ้าผู้ต้องขังอยู่แดนไกลๆ  ละก็ยิ่งเสียเวลามาก เคยมีกรณีที่ผูต้องขังนั่งคอยของฝากเป็นชั่วโมง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;เพราะคิดว่าญาติที่มาเยี่ยมจะซื้อของฝากให้ จึงนั่งรอจนกระทั่งหมดเวลาก็มีให้เห็นเยอะครับ”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;มาถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในนี้ต้องการมากที่สุดกันแล้ว  เป็นที่แน่นอนที่สุดว่า  ผู้ต้องขังทุกคนคาดหวังและเฝ้าคอยการมาเยี่ยมเยียนของบุคคลที่พวกเขารัก  ที่รู้จักเพื่อไถ่ถาม พูดคุย สารทุกข์สุขดิบ  มีคำพูดที่พูดกันจนคุ้นหูในนี้ที่ว่า “ระหว่างรอเยี่ยมญาติ เด็ดขาดรออภัย”  นี่เป็นเรื่องจริง  การเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังภายในเรือนจำสามารถทำได้ทุกวันที่ไม่ใช่วันหยุด ราชการ และเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่เป็นคุกเปิดสามารถเยี่ยมได้ทุกวัน  วันละครั้งต่อผู้ต้องขัง 1 คน  ใครก็เยี่ยมได้ซึ่งแตกต่างจากคุกปิดที่คนเยี่ยมจะให้เฉพาะญาติผู้ต้องขัง เท่านั้น ตามกฎเกณฑ์ของทางเรือนจำ  ในแต่ละวันจะเปิดให้มีการเยี่ยมผู้ต้องขึงได้วันละ 16 รอบ  โดยรอบแรกจะเริ่มเยี่ยมได้ตั้งแต่ 8.30 น. คือรอบที่ 1  ช่วงเช้าก่อนเที่ยงมี 9 รอบ รอบละ 20 นาที หมดตอน 11.30 น.  จากนั้นทางเรือนจำจะพัก 1 ชม. เริ่มกาเยี่ยมรอบบ่ายเวลา 12.30 น. คือรอบ 10  รอบสุดท้ายเวลา 14.50 น. คือรอบ 16 &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เวลาเยี่ยมญาติหรือพบทนาย มีกฎข้อบังคับให้ใส่เสื้อสีต่างกัน  นั่นคือถ้าเยี่ยมญาติเขาจะให้เรา (บังคับ) ใส่เสื้อสีเหลือครับ  เสื้อนี่จะเป็นเสื้อแบบใดก็ได้ ยี่ห้ออะไรก็ได้ เขาไม่บังคับ  ขอให้เป็นสีเหลืองเป็นใช้ได้ ตอนคนถูกจับเข้ามาใหม่ๆ  เวลาเยี่ยมญาติครั้งแรก  เจ้าหน้าที่มักจะบอกให้ญาติซื้อเสื้อเหลืองเสื้อฟ้ามาด้วย  เพราะต้องใช้เป็นประจำไม่มีให้ยืม มีเรื่องตลกอยู่เหมือนกัน สำหรับเพื่อนๆ  เสื้อแดงที่มาเยี่ยม ผู้ต้องขัง นปช.ครั้งแรก พอเราออกมาพบ  คำถามที่ถูกถามกันแทบทุกคนคือเรื่องสีเสื้อ  กว่าจะตอบข้อสงสัยได้ก็เล่นเอาเสียเวลาไปเหมือนกัน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่เชื่อมั้ยครับว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้  ทั้งๆ ที่เป็นผู้ต้องขังเหมือนกัน แต่เยี่ยมญาติไม่ต้องใส่เสื้อสีเหลือง  ใช่แล้วครับ กลุ่มแกนนำ นปช.นี่เอง ไม่เคยมีใครใส่เลย  แต่ใส่เป็นเสื้อฟ้าแทน  ได้ยินมาว่าตอนแรกก็ถูกบังคับให้ใส่เสื้อสีเหลืองเหมือนกัน  แต่แกนนำก็เลือกที่จะใส่เสื้อฟ้า ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดกล้าว่าอะไร  แกนนำคงคิดว่าไม่ใส่เสื้อแดงก็ดีแค่ไหนแล้วใช่มั้ย (อันนี้ผมคิดเอง..แหะๆ)  แล้วก็เสื้อสีฟ้าเป็นเสื้อที่ใช้สำหรับการออกนอกแดนอื่นๆ  ที่ไม่ใช่การเยี่ยมญาติ เช่น พบทนาย พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่สถานทูต  ออกสถานพยาบาล สรุปว่ามีเสื้อแค่ 2 สีที่เราใช้เท่านั้น เวลาออกนอกแดน  อยู่ในแดนก็ใส่เสื้อสีอะไรก็ได้เขาไม่ห้าม&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ทีนี้เวลาเยี่ยมญาติเสร็จแล้ว ถ้าผู้เยี่ยมมีของฝาก  ผู้ต้องขังก็จะต้องนั่งรออยู่ด้านในไม่ห่างจากจุดเยี่ยมเท่าไร  เพื่อรอเรียกรับของฝาก  ถ้าผู้มาเยี่ยมไม่มีของฝากเขาจะให้เดินกลับแดนในทันทีครับ  ตรงนี้มีข้อแนะนำเล็กน้อย จะเป็นการดีมาก กรณีที่เราไปเยี่ยมแล้วมีของฝาก  ขอให้เราบอกกับคนที่เราไปเยี่ยมเลยว่า “มีของฝากนะรอรับด้วย”  ไม่งั้นผู้ต้องขังจะไม่รู้แล้วเดินกลับแดนไปเลย  เราผู้เยี่ยมจะต้องเสียเวลาในการคอยให้คนไปตามมาอีก  ถ้าผู้ต้องขังอยู่แดนไกลๆ  ละก็ยิ่งเสียเวลามาก  เคยมีกรณีที่ผูต้องขังนั่งคอยของฝากเป็นชั่วโมง  เพราะคิดว่าญาติที่มาเยี่ยมจะซื้อของฝากให้  จึงนั่งรอจนกระทั่งหมดเวลาก็มีให้เห็นเยอะครับ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;กรณีที่เราไปเยี่ยมใครสักคน  แล้วเขาคนนั้นได้เยี่ยมไปแล้วกับคนอื่นก่อนหน้าเรา  ซึ่งเราไม่สามารถเยี่ยมเขาได้อีก แต่เราสามารถซื้อของฝากให้เขาได้  เจ้าหน้าที่จะส่งใบเรียกตัวผู้ต้องขังออกมารับของด้วยตนเอง แฮ่ๆ  อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้ากัน แม้จะไม่ได้คุยกันก็เป็นวิธีที่ทำได้ครับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;6.&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;ที่หลับที่นอน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;“เวลา 2 ทุ่ม โทรทัศน์จะปิดหมดเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนทุกแดน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;สวดมนต์ และยืนร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” โดยพร้อมเพรียงกัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;เป็นกิจกรรมที่ผู้ต้องขังต้องทำทุกวัน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าประตูเรือนจำมา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ละครจบโทรทัศน์ปิด ถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ที่เป็นแบบเดิมๆ อย่างนี้ทุกวัน จนกว่าวันแห่งอิสรภาพของแต่ละคนจะมาถึง”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;3 โมงครึ่งโดยประมาณ (15.30 น.) ทุกวัน เสาร์อาทิตย์อาจจะเร็วหน่อย  จะเป็นเวลาขึ้นห้องนอน หรือที่เรียกว่า “เรือนนอน”  ในแต่ละแดนจะมีขนาดต่างกันไป เล็กบ้างใหญ่บ้าง  ในแต่ละห้องจะมีผู้ต้องขังอยู่ร่วมกันหลายสิบชีวิต ขึ้นอยู่กับขนาดของห้อง  ตอนเข้ามาใหม่ๆ ผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับผ้าห่มหลวงกันคนละ 1 ผืน  กับหมอนใบเล็กๆ 1 ใบ ถ้าอยากได้ดีๆ เลย ต้องให้ญาติซื้อให้  ผ้าห่มที่แจกรวมถึงหมอนไม่ใช่ของใหม่นะครับ  แต่เป็นของใช้แล้วที่เคยมีผู้ต้องขังคนอื่นใช้มาก่อน เมื่อเราได้มันมา  ถ้าคิดจะใช้ต้องซักทำความสะอาดอีกทีจึงจะใช้ได้  ทางเรือนจำเขาจะไม่แจกที่นอนให้นะ อันนี้ต้องหาซื้อเอาเอง  จะเลือกแบบใหม่ถอดด้ามจากร้านสงเคราะห์โดยให้ญาติซื้อให้ก็ได้  หรือถ้าทุนน้อยก็อาจจะหาซื้อฟูกมือสอง (หรือมือเท่าไหร่ก็ไม่รู้)  จากผู้ต้องขังที่ต้องการขายก็ได้ ราคาก็แล้วแต่จะตกลงกัน ตั้งแต่หลังละ 2  ซอง – 10 ซองก็มี ขนาดของฟูกก็อยู่ราวๆ พอดีกับตัวเรา คือ กว้างประมาณ 60  cm x 180 cm หนา 4-5 cm ฟูกที่นอนจะเป็นสิ่งบอกฐานะของเจ้าของอย่างหนึ่ง  ใครฐานะดีก็จะมีฟูกดูดี สวย สะอาด ซึ่งในนี้จะมีช่างเย็บฟูกด้วย  เย็บปอกหมอน ผ้าปู มีบริการให้พร้อมสรรพ&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/2012-01-25%2016.59.56.jpg" alt="" width="400" height="533" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; เมื่อขึ้นเรือนนอน  เข้าห้องแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยเช็คจำนวนผู้ต้องขังอีกครั้ง  จากนั้นก็ต่างคนต่างปูที่นอนกันได้เลย จากนั้นเขาก็จะเปิดโทรทัศน์ให้ดู  โดยเปิดจากการเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรในตอนนั้น จะเปิดก่อนก็เปิดไม่ได้  รายการทีวีที่เปิดให้เราดู ส่วนใหญ่จะเน้นภาพยนตร์ ละคร  เกมส์โชว์เสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารไม่ค่อยเปิดให้ดู  เพราะเกรงว่าผู้ต้องขังรู้ข่าวแล้วจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ  ไม่รู้มันเกี่ยวกันหรือเปล่านะ แต่เราจะทำไงได้ในเมื่อเขาไม่อนุญาต ทั้งๆ  ที่คนส่วนใหญ่ อยากรู้ข่าวสารข้างนอกบ้าง  กลายเป็นว่าอยู่ในนี้ไม่รู้อะไรเลย ได้ดูแต่ละครน้ำเน่า ช่อง3 ช่อง5  ยังดีหน่อยที่มีหนังเกาหลีวันเสาร์ อาทิตย์  ขอบอกว่าผู้ต้องขังในนี้ติดละครเกาหลีทุกคน ติดกันงอมแงมเลย  ไม่เชื่อลองถามหมอเหวง อ.นิสิต คุณจตุพร ดูก็ได้ พวกเขาคือสาวกซานต๊ก  ทงอีตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ โทรทัศน์จะถูกปิดลงโดยพร้อมกันทั่วแดน ในเวลา  21.30 น. โดยประมาณ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลานอนแล้ว &lt;/p&gt; &lt;p&gt;อ้อ..ผมข้ามส่วนสำคัญไปเรื่องหนึ่งคือเวลา 2 ทุ่ม  โทรทัศน์จะปิดหมดเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนทุกแดน สวดมนต์ และยืนร้องเพลง  “สรรเสริญพระบารมี” โดยพร้อมเพรียงกัน  เป็นกิจกรรมที่ผู้ต้องขังต้องทำทุกวัน  ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าประตูเรือนจำมา ละครจบโทรทัศน์ปิด  ถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้น  เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ที่เป็นแบบเดิมๆ อย่างนี้ทุกวัน  จนกว่าวันแห่งอิสรภาพของแต่ละคนจะมาถึง เฮ้อ..ฟังแล้วดูห่อเหี่ยวจังเลยแฮะ  ว่ามั้ยครับ (หมายเหตุ ที่นี่เค้าจะไม่มีการปิดไฟนะครับ เปิดถึงเช้าเลย)&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;7.&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;การเจ็บไข้ได้ป่วย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;“ที่ พบ.จะมีแพทย์ประจำอยู่เพียง 1-2 คนในแต่ละวัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ที่เหลือจะเป็นบุรุษพยาบาล หรือคนที่ไม่ใช่แพทย์โดยตรง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;คนพวกนี้แทบจะเรียกว่าไร้จรรยาบรรณแพทย์ (ก็เขาไม่ใช่แพทย์นี่นา)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;การออกไปรับการตรวจ ผู้ต้องขังจะถูกปฏิบัติเหมือนคนที่น่ารังเกียจทั้งสายตา คำพูดคำจา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;และการปฏิบัติทำให้หลายๆ คนไม่อยากออกไป พบ.&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;เพราะทนรับการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ไหว สู้ไม่ออกไปเสียยังดีกว่า”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;นี่ก็เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง  การเข้ามาอยู่ในคุกโดยเฉพาะพวกที่เข้ามาครั้งแรกที่มีความทุกข์ทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนใหญ่ร่างกายจะรับสภาพไม่ค่อยไหว  แล้วเกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา การเจ็บป่วยธรรมดา เช่น เป็นไข้ ปวดหัว  ปวดฟัน สามารถขอยาวิเศษที่แก้ได้สารพัดโรคได้ ได้ที่ที่ทำการแดน  ที่ก็ไม่ค่อยมีแจกเท่าไหร่  เพราะมีผู้ต้องขังที่แกล้งป่วยแล้วเข้าไปขอยาวิเศษเพื่อเก็บไปขายในภายหลัง อยู่หลายคน ก็นี่มันคุกนี่ครับ ต้องไม่ลืมว่าพวกที่ถูกจับเข้ามาในนี้  แต่ละคน เรียกว่าสุดยอดฝีมือระดับขั้นเทพทั้งนั้น กลโกง เล่ห์เหลี่ยม  สารพัดรูปแบบที่สามารถเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ คนอื่นๆ  มีให้เห็นอยู่ทั่วไป  อ้อ..อีกแล้ว ยาวิเศษที่ว่านี้ คือยา “พาราเซตามอล”  นั่นเองครับ แต่มีอยู่หลายโรคที่ยาพาราฯ ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน  อย่างเช่นไข้หวัด ถ้าเกิดเป็นหวัดในนี้ การหายาแก้หวัดแท้ๆ มากิน  แทบจะไม่มีเลย เพราะในนี้ไม่มีขาย อย่างทิฟฟี่ ไทเรนนอล ดีคอลเจน  ที่ซื้อกันข้างนอกอย่างง่ายดาย แต่สำหรับในนี้ต้องหาซื้อกันแผงละ 50 บาท  (บุหรี่ 1 ซอง) ทั้งๆ ที่ราคาขายข้างนอกแผงละ 5-6 บาทเท่านั้น  คนมีฐานะหน่อย ถ้าเป็นหวัดซื้อ 1 ซองก็คงไม่มีปัญหาอะไร  แต่สำหรับคนไม่มีละก็หมดสิทธิครับ ต้องยอมทนป่วยจนหายไปเอง &lt;/p&gt; &lt;p&gt;จริงอยู่ แม้ในเรือนจำจะมีสถานพยาบาลหรือที่คนในนี้เรียกสั้นๆ ว่า “พบ”  (อ่านว่า พอ-บอ) แต่การออกไป พบ. ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  เพราะมีเงื่อนไขมากมาย เช่น 1 วันจะจำกัดคนที่จะไป พบ.ได้ไม่เกิน 15-20 คน 1  คนใน 1 สัปดาห์จะออกได้เพียงครั้งเดียว  และเมื่อออกไปแล้วใช่ว่าจะได้รับการรักษาที่ตรงตามอาการ  โรคส่วนใหญ่ที่เป็นและออกไปพบแพทย์ที่ พบ.  ยาที่เราได้รับกันก็จะหนีไม่พ้นยาวิเศษอีกเช่นเคย นี่เป็นเรื่องจริงครับ  ที่ พบ.จะมีแพทย์ประจำอยู่เพียง 1-2 คนในแต่ละวัน  ที่เหลือจะเป็นบุรุษพยาบาล หรือคนที่ไม่ใช่แพทย์โดยตรง  คนพวกนี้แทบจะเรียกว่าไร้จรรยาบรรณแพทย์ (ก็เขาไม่ใช่แพทย์นี่นา)  การออกไปรับการตรวจ ผู้ต้องขังจะถูกปฏิบัติเหมือนคนที่น่ารังเกียจทั้งสายตา  คำพูดคำจา และการปฏิบัติทำให้หลายๆ คนไม่อยากออกไป พบ.  เพราะทนรับการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ไหว สู้ไม่ออกไปเสียยังดีกว่า &lt;/p&gt; &lt;p&gt;โรคที่ได้รับความนิยมอีกโรคหนึ่งในนี้คือ โรคผิวหนังประเภท “หิด”  หรือคนคุกจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ตะมอย” โรคนี้น่ากลัวมาก  เพราะจะลามไปทั่วร่างกาย ขึ้นหน้า ในร่มผ้า ง่ามมือ ง่ามเท่า  เป็นแล้วทรมานมาก และเป็นได้ง่าย ผมเห็นผู้ต้องขัง นปช.เป็นกันอยู่หลายคน  จัดเป็นโรคที่น่ากลัวจริงๆ นอกจากตะมอยแล้ว ก็มีโรคตาแดงที่มาพร้อมน้ำท่วม  โรคพวกนี้จะมาเป็นฤดู ส่วนโรคที่อันตรายที่สุด  และสามารถเป็นได้โดยไม่รู้ตัวนั่นคือ “วัณโรค” หรือที่ในนี้เราเรียกว่า  “ทีบี” โรคนี้มีผู้ต้องขัง นปช.อยู่รายหนึ่งที่สังกัดกลุ่มราชบุรี  ติดโรคนี้ ในวันออกศาลแต่ละครั้งเขาแทบต้องคลานไปขึ้นศาล  เพราะอาการวัณโรคกำเริบ จากการเยี่ยมครั้งล่าสุดทราบว่าเขาหายเป็นปกติแล้ว &lt;/p&gt; &lt;p&gt;สรุปโดยรวมแล้ว การรักษาพยาบาล  การเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ของผู้ต้องขังในนี้  เรียกได้ว่าแย่ถึงแย่ที่สุด โชคดีที่ผู้ต้องขัง  นปช.แทบทั้งหมดจะมีสุขภาพที่แข็งแรง  ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคที่รุนแรงสักเท่าไร  โดยเฉพาะกรณีโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจ  ที่เคยมีข่าวผู้ต้องขังรายหนึ่งขอไม่เอ่ยแดนที่โทษของเขาอยู่ระหว่างฎีกา  ที่รอนานถึง 6 ปีเต็ม อายุก็ 71-72 ปีและมีโรคหัวใจด้วย  วันดีคืนดีคุณลุงคนนี้โรคหัวใจกำเริบ  เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่สามารถจัดหายาเฉพาะโรคมาให้คุณลุงได้  คุณลุงคนนี้ขาดยามาหลายเดือน จนกระทั่งในคืนๆ  หนึ่งคุณลุงก็จากโลกนี้ไปด้วยอาการโรคหัวใจเฉียบพลัน  คุณลุงตายไปในขณะที่รอการพิจารณาคดีของศาลฎีกาที่เพิกเฉยต่อชีวิตของคนๆ  หนึ่งที่เฝ้ารอคำตัดสินของเขามานานถึง 6 ปีเต็ม  และคุณลุงก็จากไปในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าท้ายที่สุดคดีของคุณลุงจะลง เอยเช่นไร  เพราะคุณลุงไปสบายแล้ว  นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการยุติธรรไทยที่พบเห็นได้มากมายในคุก  และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ ถึงเวลาหรือยังนะ  ที่ระบบยุติธรรมไทยจะหันมามองและให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของคนทุกคน อย่างจริงจังเสียที ขอจบเรื่องในหัวข้อนี้เอาไว้แค่นี้ละกันครับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;8.&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;การติดต่อสื่อสารถึงผู้ต้องขังภายในเรือนจำด้วยวิธีจดหมาย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;strong&gt;หรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;“สำหรับท่านที่สนใจจะใช้วิธีการส่งอีเมล์ สามารถส่งมาได้ที่อีเมล์กลางของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;คือ &lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:b_remand@hotmail.com%20%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;b_remand@hotmail.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;  โดยที่ subject (ชื่อหัวเรื่อง) ให้พิมพ์ชื่อ นามสกุล และตามด้วยแดน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 102, 0);"&gt;เช่น “นายสมชาย รักไทย แดน 1” จากนั้นจะเขียนจะพิมพ์อะไรก็ได้ สะดวกดีวิธีนี้”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;การส่งจดหมายเป็นอีกวิธีหนึ่งในการส่งข่าวถึงกันระหว่างคนข้างนอกกับคน ข้างในเรือนจำ  ผู้ต้องขังสามารถเขียนจดหมายและส่งออกได้ทกวันและจดหมายก็ถูกส่งออกทุกวันใน วันทำการ จดหมายทุกฉบับที่มีการส่งออกไปข้างนอก  ต้องผ่านการการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำก่อนทุกครั้ง  เพื่อคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น ข่มขู่ญาติพี่น้องข้างนอก,  จดหมายหลอกลวงเงินญาติ,  จดหมายที่ส่งไปในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยาเสพติดฯลฯ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และควรได้รับการปฏิบัติในการตรวจสอบอย่างรัดกุม  แต่ระเบียบในการตรวจสอบจดหมายนี้  ในบางแดนกับเจ้าหน้าที่บางคนกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดความผิดหรือ ความไม่ถูกต้อง การไม่ได้รับความยุติธรรมของเจ้าหน้าที่เสียเอง อย่างเช่น  จดหมายของผู้ต้องขังที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกบังคับให้ทำงานที่ตัว เองไม่อยากทำ  จดหมายที่บอกเล่ารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมเสียอันเกิดจากความ ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ เช่น การถูกเฆี่ยน ถูกตีโดยไร้เหตุผล  การถูกผู้ต้องขังรุมทำร้าย หรือเรื่องที่เกิดการทะเลาะวิวาท แทงกันตาย  บาดเจ็บ ผู้ต้องขังฆ่าตัวตาย ฯลฯ  เรื่องเหล่านี้หากมีใครเขียนถึงลงในจดหมายจะถูกเรียกมาต่อว่าอย่างรุนแรง  บางทีเจ้าหน้าที่อาจสั่งทำโทษคนเขียนด้วยการเฆี่ยนตีในโทษฐานที่เขียนเรื่อง ไม่ดีเกี่ยวกับเรือนจำ นั่นหมายถึง  เรื่องที่นำความเสื่อมเสียมาให้กับเรือนจำห้ามเขียนโดยเด็ดขาด  เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ความไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐ การเอารัดเอาเปรียบ  ระบบที่บกพร่องที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข  จึงเหมือนถูกปกปิดเอาไว้เป็นความลับให้อยู่เฉพาะในเรือนจำ  อันนำไปสู่การไม่พัฒนาเท่าที่ควรของหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริการประชาชนหน่วย งานหนึ่ง ซึ่งก็คือ “กรมราชทัณฑ์” นั่นเอง &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ส่วนการส่งจดหมายเข้าไปหาเพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำ  สามาถทำได้เหมือนกับการเขียนจดหมายถึงคนทั่วไป  ที่อยู่เรือนจำเปรียบได้กับที่อยู่บ้านหลังใหญ่ที่มีคนอาศัยอยู่มากมาย  ในบ้านหลังใหญ่นี้มีห้องย่อยๆ อยู่หลายห้อง  ห้องที่ว่านี้เปรียบได้กับแดนต่างๆ ที่ผู้ต้องขังอยู่ ดังนั้น  ถ้ารู้ชื่อนามสกุลผู้ต้องขัง และรู้ว่าอยู่แดนอะไร  ก็เพียงจ่าหน้าซองด้วยชื่อสกุล แดนของผู้ต้องขัง และระบุที่อยู่เรือนจำ  เพียงเท่านี้จดหมายก็จะถูกส่งถึงมือผู้ต้องขังที่เต้องการจะติดต่อแน่นอน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;สำหรับที่อยู่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คือ  33 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถนนงามวงศ์วาน เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10900” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างไฮเทคนิดหนึ่งคือการส่งอีเมล์  หลายคนไม่รู้ว่าคนข้างนอกจะสามารถส่งอีเมล์ไปหาผู้ต้องขังได้  หลายคนมีคำถามว่า เอ๊ะ ในเรือนจำนี้เค้าให้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ด้วยหรือ  (ว่าแล้วก็ถามหาอีเมล์กันใหญ่) คำตอบคือที่นี่เขามีอินเตอร์เน็ตครับ  แต่ไม่ได้มีไว้ให้ผู้ต้องขังใช้  ที่บอกว่าสามารถส่งอีเมล์มาหาได้ก็คือการส่งอีเมล์มายังอีเมล์กลางของทาง เรือนจำครับ  เมื่อทางเรือนจำได้รับก็จะปริ๊นท์แล้วส่งต่อให้กับผู้ต้องขังในแต่ละแดนอีก ที เราผู้ต้องขังไม่ได้เช็คอีเมล์เองนะครับ  แต่จะมีฝ่ายทำหน้าที่นี้โดยตรงคอยเช็คและตรวจสอบให้อีกที  การส่งอีเมล์ถือเป็นวิธีที่สะดวกทั้งผู้ส่งและผู้รับ  แถมยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย  อีกทั้งอินเตอร์เน็ตมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย มีความรวดเร็ว  อีเมล์ที่ส่งมาจะมีหลายหน้าก็ได้ เขาปริ๊นท์ให้หมด สะดวกมากจริงครับ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;สำหรับท่านที่สนใจจะใช้วิธีการส่งอีเมล์ สามารถส่งมาได้ที่อีเมล์กลางของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คือ &lt;a href="mailto:b_remand@hotmail.com%20%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2"&gt;b_remand@hotmail.com โดย&lt;/a&gt;ที่  subject (ชื่อหัวเรื่อง) ให้พิมพ์ชื่อ นามสกุล และตามด้วยแดน เช่น  “นายสมชาย รักไทย แดน 1” จากนั้นจะเขียนจะพิมพ์อะไรก็ได้ สะดวกดีวิธีนี้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;สำหรับคนที่มาเรือนจำอยู่บ่อยๆ  หรือรู้จักกับคนที่มาเยี่ยมผู้ต้องขังอยู่เสมอ  ท่านสามารถฝากส่งจดหมายถึงผู้ต้องขึงโดยผ่านตู้จดหมายที่อยู่หน้าเรือนจำก็ ได้ ตู้จดหมายจะตั้งอยู่บริเวณจุดเยี่ยมญาติเลยไม่ต้องติดแสตมป์นะครับ  จดหมายก็จะถึงมือผู้ต้องขังเช่นกัน&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;หมายเหตุ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;ขอบคุณ อานนท์ นำภา ทนายความจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ สำหรับการส่งต่อจดหมายมายังกองบรรณาธิการ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8474186208389215872?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8474186208389215872'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8474186208389215872'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/blog-post_27.html' title='(ตอนจบ) เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย)'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-6234908556074745022</id><published>2012-01-27T18:48:00.000+07:00</published><updated>2012-01-27T18:49:05.504+07:00</updated><title type='text'>TCIJ: รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ส่งคณะทำงานลงพื้นที่โฉนดชุมชนสุราษฎร์ฯ</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38966" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="field field-type-text field-field-byline"&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;div&gt;รายงานโดย: ตัวแทนข้อมูลข่าวสารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ที่มา: &lt;a href="http://www.tcijthai.com/citizen-journalist-story/1217"&gt;ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ลงพื้นที่เก็บข้อมูล  และข้อเท็จจริงปัญหาที่ดินสวนปาล์มสุราษฎร์ฯ  ให้คำมั่นพยายามทำให้พื้นที่เป็นพื้นที่นำร่องเรื่องโฉนดชุมชน&lt;/div&gt;  &lt;div class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7027/6770219321_dd9453c497.jpg" /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;เมื่อวันที่ 25 ม.ค.55 เวลา 14.00 น. พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์  ประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  พร้อมคณะทำงานในส่วนจังหวัดสุราษฏร์ธานี ประกอบด้วย นายโกมล  นกวิเชียร  นายชาญยุทธ  นพกูล  นายสุเทพ  ขวัญละมัย  นายพีระพงค์  สังข์ทอง   และนายเจริญ จิตพิภพ ผู้อำนวยการกลุ่มงานช่างรังวัด สปก.สุราษฏร์ธานี  เดินทางเข้าพื้นที่ ชุมชนสันติพัฒนา ชุมชนคลองไทร ชุมชนไทรงามพัฒนา  รวมถึงพื้นที่บ้านควนเคี่ยม  ซึ่งเป็นพื้นที่สวนปาล์มที่ชาวบ้านสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้เข้าไปจับจอง ขยายพื้นที่ทำกินจากชุมชนเดิม &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;จากกรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินระหว่างเกษตรไร้ที่ดินและ กลุ่มนายทุนเจ้าของสวนปาล์มในพื้นที่ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี  ซึ่งเป็นที่ดินในเขต สปก.ที่กลุ่มทุนเคยเช่าปลูกปาล์มน้ำมัน  และสัญญาเช่าถูกยกเลิกไปแล้ว โดยบางแปลงหมดสัญญาเช่ามาเป็นเวลากว่า 20 ปี  แต่ไม่มีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ จนเมื่อปี พ.ศ.2552  เกษตรกรไร้ที่ดินทำกินเกือบพันคนได้รวมตัวกันในนาม  สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ จัดตั้งเป็นชุมชน  โดยสร้างที่พักอาศัยทำการเกษตรในพื้นที่&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้  บางส่วนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุก  ถูกกลุ่มอิทธิพลที่อ้างตัวว่าเป็นคนของบริษัทข่มขู่คุกคามทำลายบ้านเรือน  ทรัพย์สิน มาโดยตลอดดังที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้  ทั้งนี้ที่ผ่านมาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ได้ร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน พยายามผลักดันการแก้ปัญหาด้านนโยบายกับทางภาครัฐโดยใช้เรื่องการจัดทำโฉนด ชุมชนมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เก็บข้อมูล และข้อเท็จจริงของปัญหาต่างๆ  เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและที่ประชุมในคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน  เพื่อเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนต่อ ไป &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศของการพบปะ  พูดคุยระหว่าคณะทำงานและชาวบ้านเต็มไปด้วยความชื่นมื่นหลังจากได้ร่วมรับ ประทานอาหารกับชาวบ้านแล้วก็ได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบและปัญหาของชาวบ้าน พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือซื้อยาเป็นจำนวน เงิน 2,000  บาทและได้สัญญากับชาวบ้านว่าจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วนเพื่อให้ พื้นที่สวนปาล์มในจังหวัดสุราษฏร์ธานีได้ปฏิรูปสู่เกษตรกรยากจนจริงๆ&lt;/div&gt; &lt;div&gt;  &lt;/div&gt; &lt;div&gt;“ขอเป็นกำลังใจต่อชาวบ้านและต้องขอขอบคุณพวกคุณทุกคนที่ช่วยตรวจสอบการ ถือครองที่ดินของกลุ่มทุน และยึดคืนกลับมาให้กับภาครัฐ  พวกผมจะพยายามทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่นำร่องเรื่องโฉนดชุมชนและเป็น พื้นที่ตัวอย่างของจังหวัดสุราษฏร์ธานีให้ได้” พ.ต.ต.เสงี่ยม กล่าว&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-6234908556074745022?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6234908556074745022'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/6234908556074745022'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/tcij.html' title='TCIJ: รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ส่งคณะทำงานลงพื้นที่โฉนดชุมชนสุราษฎร์ฯ'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-4083519388133606293</id><published>2012-01-27T18:46:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T18:48:04.759+07:00</updated><title type='text'>นิธิ เอียวศรีวงศ์: 500 ปีไทย-โปรตุเกส ความสัมพันธ์อัน “จืดชืดสนิท” แต่เท่าเทียมกัน</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38959" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;iframe src="http://www.youtube.com/embed/Aa-PujTz42A?feature=player_embedded" allowfullscreen="" width="640" frameborder="0" height="360"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 153); "&gt;นิธิ เอียวศรีวงศ์  ปาฐกถาในงานสัมมนา "500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศไทยกับโปรตุเกส  และชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554" ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 100 ปี  มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 26 ม.ค. 55&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7034/6768509469_03ccda9d70.jpg" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ระหว่างวันที่ 26&lt;span&gt; – 27 ม.ค. มีการจัดสัมมนา "500 ปี  ความสัมพันธ์สยามประเทศไทยกับโปรตุเกส และชาติตะวันตกในอุษาคเนย์  2054-2554" ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีอยุธยา  จ.พระนครศรีอยุธยา  โดยงานเสวนาดังกล่าวจะโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา สถาบันอยุธยาศึกษา  มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  คณะศิลปศาสตร์ และโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม. ธรรมศาสตร์  ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมจดหมายเหตุสยาม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;โดยในวันแรกของงานคือวันที่ 26 ม.ค. ได้มีการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย ศ.ดร.  นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักเขียนและนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์  โดยนิธิอภิปรายถึงการเข้ามามีบทบาททางการค้าโดยเฉพาะการแสวงหาแหล่งเครื่อง เทศและการค้าผูกขาดเครื่องเทศในทวีปเอเชียของโปรตุเกส  ซึ่งตอนแรกประสบความสำเร็จ  แต่ต่อมาประสบความล้มเหลวเนื่องจากโปรตุเกสไม่มีการนำผลกำไรไปลงทุนทาง เศรษฐกิจในกิจการค้าของตนมากนัก  ขณะที่ราชสำนักโปรตุเกสนำผลกำไรไปใช้ในชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยและใช้ซื้อความ สวามิภักดิ์จากเจ้าครองแคว้นต่างๆ  และในเวลาต่อมาอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ามามีบทบาทด้านการค้าทางทะเลและได้นำ ทุนเหล่านั้นไปลงทุนด้านการเศรษฐกิจเป็นฐานเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่  ซึ่งปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน  แต่ไม่เกิดในกรณีของโปรตุเกส&lt;/p&gt; &lt;p&gt;โดยนิธิสรุปในตอนท้ายว่า &lt;span style="color: rgb(51, 51, 153); "&gt;“ความ สัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสเป็นความสัมพันธ์ที่ไร้สีสัน  จืดชืดสนิทเลยนะครับ แต่...ก็เป็นสิ่งที่น่าจดจำ  เพราะโปรตุเกสไม่มีอำนาจเพียงพอ ไทยก็ไม่มีอำนาจเพียงพอ  เราสัมพันธ์กันแบบคนเท่าเทียมกันน่ะ สัมพันธ์กับฝรั่งแบบคนเท่าเทียมกัน  เขายอมรับเงื่อนไขของเรา เราก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของเขา  มากกว่าที่เราจะสัมพันธ์กับฝรั่งอื่นๆ  ในภายหลังซึ่งจะมีอำนาจมากกว่าโปรตุเกสเยอะแยะไปหมด  สิ่งที่น่าจดจำก็คือว่าความสัมพันธ์จืดๆ แบบนี้แหละครับ”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;สำหรับความสัมพันธ์ไทย-&lt;span&gt;โปรตุเกส จะ “จืดชืดสนิท” ดังนิธิว่าหรือไม่นั้น โปรดติดตามรายละเอียดการปาฐกถาทั้งหมดจากวิดีโอคลิป&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7156/6768500455_61ffdcc942.jpg" width="200" align="absMiddle" height="100" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-4083519388133606293?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4083519388133606293'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4083519388133606293'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/500.html' title='นิธิ เอียวศรีวงศ์: 500 ปีไทย-โปรตุเกส ความสัมพันธ์อัน “จืดชืดสนิท” แต่เท่าเทียมกัน'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://img.youtube.com/vi/Aa-PujTz42A/default.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-5124738299273249301</id><published>2012-01-27T18:45:00.000+07:00</published><updated>2012-01-27T18:46:38.818+07:00</updated><title type='text'>'เสกสรรค์' แจงลงชื่อแก้กฎหมาย ม.112 แต่ไม่ใช่แกนนำผลักดัน</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38961" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;" lang="TH"&gt;รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการและนักเขียนอาวุโส หนึ่งในปัญญาชน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;112 &lt;span lang="TH"&gt;คนแรก ผู้ร่วมลงนามสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา &lt;/span&gt;112 &lt;span lang="TH"&gt;ของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา &lt;/span&gt;112 &lt;span lang="TH"&gt;(ครก.&lt;/span&gt;112&lt;span lang="TH"&gt;) ได้เขียนจดหมายชี้แจงจุดยืนของตนเอง ซึ่งมีเนื้อหาว่า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;" lang="TH"&gt;เรียนมิตรสหายและผู้ห่วงใยบ้านเมืองที่รักทุกท่าน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ตามที่มีข่าวปรากฏว่าผมได้ร่วมลงนามสนับสนุน การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา &lt;/span&gt;112 &lt;span lang="TH"&gt;ซึ่ง นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในบางวงการนั้น  ผมเกรงว่าสภาพดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดการเข้าใจผิดกันโดยง่าย  จึงขอเรียนชี้แจงจุดยืนของตัวเองให้กระจ่างชัดดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;" lang="TH"&gt;ประการแรก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span lang="TH"&gt;  ผมได้อนุญาตให้มีการใช้ชื่อผมในฐานะผู้สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวจริง  เนื่องจากถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ  และผมเองก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของการปฏิรูป  กฎหมาย มีเนื้อหากลางๆ ออกไปในแนวมนุษยธรรม  และที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;" lang="TH"&gt;ประการต่อมา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span lang="TH"&gt; ผมไม่ใช่แกนนำในการรณรงค์แก้ไข ม.&lt;/span&gt;112 &lt;span lang="TH"&gt;และ มองการร่วมลงนามของตนว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดสาธารณะ  เพื่อให้สังคมร่วมพิจารณา  ส่วนสังคมจะมีมติอย่างไรก็แล้วแต่ความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่  ผมไม่ได้มีความคิดจะร่วมผลักดันเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องนี้  เพราะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งและอยากจะใช้วัยชราของตนอย่างสงบ  สันโดษมากกว่า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;" lang="TH"&gt;ประการสุดท้าย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span lang="TH"&gt; แม้ว่าข้อเสนอแก้ไข ม.&lt;/span&gt;112 &lt;span lang="TH"&gt;จะ มีที่มาจากความเห็นของคณะนิติราษฎร์  แต่ผมต้องขอยืนยันว่าผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักวิชาการกลุ่มนี้  และยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ  ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง ผมรับรู้เรื่องปฏิรูป ม.&lt;/span&gt;112 &lt;span lang="TH"&gt;จากนักวิชาการอาวุโสกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ใช่คณะนิติราษฎร์ และได้รับการติดต่อเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="font-size:10.0pt;font-family:&amp;quot;Tahoma&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span lang="TH"&gt;จึงขออนุญาตเรียนมาให้ผู้ที่สนใจและผู้ที่  เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทราบ  โดยหวังว่าท่านทั้งหลายจะตั้งมั่นอยู่ในการเจริญสติและมีความเมตตาต่อกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-5124738299273249301?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/5124738299273249301'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/5124738299273249301'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/112_1048.html' title='&apos;เสกสรรค์&apos; แจงลงชื่อแก้กฎหมาย ม.112 แต่ไม่ใช่แกนนำผลักดัน'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8027731204825386212</id><published>2012-01-27T18:43:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T18:45:39.704+07:00</updated><title type='text'>ใบหน้า ‘พฤษภา 53’: (4) แท็กซี่เสื้อแดงที่บ่อนไก่ “ไปสิเป็นหยัง..ตายก็มีศักดิ์ศรีต๊วะ”</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38956" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: #ff6600"&gt;เพียงคำ ประดับความ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;table style="width: 5.75in; background: #333333" width="552" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt; &lt;tbody&gt; &lt;tr&gt; &lt;td style="padding-bottom: 0in; padding-left: 0in; padding-right: 0in; padding-top: 0in"&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(255,102,0)"&gt;หมายเหตุ:&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;span style="color: rgb(192,192,192)"&gt;สารคดีชุดนี้เป็นร่างแรกของ  หนังสือ "วีรชน 19 พฤษภา: คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต"  ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน  โดยจะสัมภาษณ์ครอบครัวผู้เสียชีิวิตเพื่ิอรวบรวมเรื่ิิองราวที่สะท้อนถึงตัว  ตนของประชาชนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 14-19  พฤษภาคม 2553  ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างดียิ่งจากคุณพเยาว์  อัคฮาด และประชาไท  และยังยินดีเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อติดต่อสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้เสีย  ชีวิตให้ครบเท่าที่จะเป็นไปได้ หากท่านใดมีข้อแนะนำ สามารถติดต่อได้ที่&lt;/span&gt; &lt;a href="mailto:readjournal@gmail.com"&gt;&lt;span style="color: rgb(255,102,0)"&gt;readjournal@gmail.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(255,102,0)"&gt;&lt;span style="font-size: 10pt"&gt;&lt;br /&gt;            &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 10pt"&gt;&lt;span style="color: #f2f2f2"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt; &lt;p&gt;                 &lt;/p&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;1&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“บ่อนไก่” คือพื้นที่ด่านหน้า ซึ่งมีการโจมตีปะทะหนักอีกแห่ง  ในช่วงกระชับ/ขอคืนพื้นที่-สลายการชุมนุม-ขอความสุขกลับคืนแก่ประเทศ ไทย/กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในวันที่เหตุการณ์ผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งปี หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2554 บันทึกไว้ว่า &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เมื่อพูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553  หลายคนนึกถึงย่านราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน  และแยกคอกวัวแต่ถ้าสำรวจความเสียหาย และความสูญเสียกันจริงๆ แล้ว  จะพบอีกพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ที่เจ้าหน้าที่ปะทะกับประชาชน ได้แก่  "ย่านบ่อนไก่-พระราม 4" ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าด่าน  ก่อนจะผ่านไปยังศูนย์กลางที่ราชประสงค์ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน  เม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) ระบุว่า การเผชิญหน้าบริเวณนี้ตั้งแต่วันที่ 13-16  พ.ค.2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 รายได้แก่ 1.ชาติชาย ชาเหลา  คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่ศีรษะ 2.นายบุญมี เริ่มสุข ชาวชุมชนบ่อนไก่  ถูกยิงเข้าช่องท้อง 3.นายอินแปลง เทศวงศ์ คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่หน้าอก  4.นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับรถแท็กซี่ อาศัยอยู่แฟลตตำรวจลุมพินี  ถูกยิงที่หน้าอก 5.นายมานะ แสนประเสริฐ ชาวชุมชนบ่อนไก่  อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง ถูกยิงที่ศีรษะ 6.นายวารินทร์ วงศ์สนิท  ชาวสมุทรปราการ ถูกยิงด้านหลังทะลุหัวใจ 7.นายพรสวรรค์ นาคะไชย  พนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิท ถูกยิงเข้าช่องท้อง 8.นายวงศกร แปลงศรี  ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่หน้าอก 9.นายสมชาย พระสุวรรณ ชาวยโสธร ถูกยิงที่ศีรษะ  10.นายวุฒิชัย วราห์คำ ช่างซ่อมรถยนต์  ถูกยิงหลังทะลุท้อง 11.นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล  คนขับจักรยานยนต์รับจ้าง ถูกยิงใต้ราวนม 12.นายประจวบ ประจวบสุข  ถูกยิงเข้าหน้าอก 13.นายเฉลียว ดีรื่นรมย์ พนักงานขับรถถูกยิงใต้ราวนม  14.นายสมัย ทัดแก้ว รปภ.อาศัยอยู่ในชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าด้านหลัง และ  15.นายสุพรรณ ทุมทอง ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่ศรีษะ” &lt;span style="color: #0000ff"&gt;&amp;lt;1&amp;gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ ในการปะทะเพียง 4 วัน ที่บ่อนไก่ หนึ่งใน 15  ศพนั้น คือ “อินแปลง เทศวงษ์” แท็กซี่หนุ่มจากลุ่มแม่น้ำโขง กิ่งอำเภอนาตาล  จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเสียชีวิตในบ่ายวันที่ 14 พฤษภาคม 2553  ขณะสงครามการเมืองเดินหน้าสู่จุดแตกหักได้ไม่นาน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เขาไม่ทันได้อยู่ดูว่าพี่น้องร่วมอุดมการณ์ของเขา ใช้มือเปล่า  หนังสะติ๊ก ขวดน้ำ และบั้งไฟ  สู้กับกองทัพไทยและอาวุธสงครามอย่างน่ารันทดเพียงใด  เขาไม่ทันได้อยู่ดูทะเลเลือดและน้ำตาที่หลั่งลงสู่พื้นถนนจนแดงฉาน  และมันช่างต่ำต้อยด้อยค่านักในสายตาของผู้คนเมืองนั้น  และเขาไม่ทันได้อยู่ดูว่าขบวนการต่อสู้ที่เขามอบกายถวายชีวิตให้นั้น  จบลงอย่างน่าร่ำไห้เพียงใด...ในห้วงเวลาที่เสียงปืนนัดสุดท้ายสิ้นสุดลง&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;b&gt;2&lt;/b&gt;&lt;br /&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rteleft"&gt;“นาตาล” เป็นกิ่งอำเภอเล็กๆ  อยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดอุบลราชธานี ห่างชายแดนลาวเพียงลำโขงกั้น  ที่นั่นคือดินแดนที่เติบโตมาของ “อินแปลง เทศวงษ์”  ชายหนุ่มซึ่งมีเส้นทางชีวิตไม่ต่างนิยายลูกอีสานทั่วไป  คือดั้นด้นไปทำงานในเมืองใหญ่ ขายหยาดเหงื่อเพื่อปากท้องตนและคนที่รัก  เมื่อเกิดความขัดแย้งแบ่งสีทางการเมือง  เขากลายเป็นคนรักทักษิณอย่างไม่มีเหตุผลที่ลึกล้ำหรือพิสดารอันใด  นานแรมเดือนแรมปีที่เขาใส่เสื้อแดงออกจากบ้าน  ไม่นานจากนั้นก็กลายมาเป็นวีรชนลูกอีสานที่ลุกขึ้นสู้และตายอย่างอาจหาญ เพื่อประชาธิปไตย&lt;/p&gt; &lt;p&gt;บ้านสองชั้นกึ่งปูนกึ่งไม้ที่ยังสร้างไม่เสร็จหลังนั้น  มีร่องรอยของความตายปรากฏผ่านภาพถ่ายบนผนังบ้าน  ปัจจุบันพ่อแม่วัยชราของเขาอาศัยอยู่กับลูกชายสองคนสุดท้องและหลานชายหญิง อีกหลายคน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;อินแปลง หรือ “ต๋อง” เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2518 ที่ฝั่งลาว เขามีอายุครบ 35 ปีพอดีในปีที่เสียชีวิต&lt;/p&gt; &lt;p class="rteleft"&gt;นายวัน เทศวงษ์ หรือ “พ่อใหญ่วัน” พ่อของอินแปลงเล่าว่า  เมื่อครั้งยังหนุ่ม แกข้ามลำน้ำโขงไปทำมาหากินที่ฝั่งลาวอยู่หลายปี  จนได้อยู่กินกับสาวชาวลาวคนหนึ่ง มีลูกด้วยกันหลายคน  หลังภรรยาคลอดลูกคนที่ห้า  หนุ่มไทยเลือดอีสานตัดสินใจพาลูกเมียย้ายกลับมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเกิด  ขณะนั้นอินแปลงซึ่งเป็นลูกคนที่สี่อายุได้สองสามขวบ&lt;/p&gt; &lt;p class="rteleft"&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" style="width: 376px; height: 394px" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/IMG_3137.jpg" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/IMG_2857.jpg" width="479" height="400" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rteleft"&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อกลับมาก็ต้องพบกับความลำบากยากจน เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกิน  งานรับจ้างในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมี ขณะที่มีลูกเพิ่มมาอีกสาม  เป็นทั้งหมดแปดคน&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ผมนี่บ่มีดินดอก มีแต่ที่อยู่นี่แหละ มีแต่ที่บ้าน  นารวมของพ่อแม่ก็ขายใช้หนี้หลายปีแล้ว ขายให้น้อง เขาให้เจ็ดพัน  เจ็ดพันก็เอา นาบ่หลาย สิบกว่าไร่ สิบเอ็ดสิบสองไร่ ปันกันนั่นแหละ  เขาก็ยาก เขาก็ทุกข์คือกัน ว่าตัวทุกข์ เขาทุกข์กว่าตัว เลยบ่ร่ำไรซ้ำ  ทุกวันนี้ซื้อข้าวกิน เดือนละสอบปุ๋ย” พ่อเฒ่าวัย 69 ปีกล่าว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;อินแปลงเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนบ้านคันพะลานเช่นเดียวกับพี่น้อง ของเขา หลังจบ ป.6 ก็เดินเข้าสู่ถนนสายแรงงาน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ  ช่วยพ่อแม่ทำมาหากินเลี้ยงน้อง &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ออก ป.6 ก็ไปทำงานเลย ไปขับรถ ยังน้อยๆ อยู่เขาขับสิบล้อพู่น  ทีแรกขับอยู่บ้าน อยู่โพธิ์ไทร ขับอยู่นำ ส.ส.วิฑูรย์ นามบุตร เฮ็ดคลองน้ำ  ขับรถสิบล้อขนดินมา ไปเบิ๊ดทุกแนวนา พอออกโรงเรียนก็ไปเรื่อย หากิน  บ่อยู่บ้านสักเทื่อดอก ขับรถอยู่อุบลฯ หลายปี  อายุสิบแปดสิบเก้าปีจั้งเข้ากรุงเทพฯ เข้าไปก็ไปเวิ้ด จนหลง บ่มาสักเทื่อ  ส่งแต่เงินมาให้พ่อให้แม่เดือนละเทื่อ เดือนหนึ่งสี่ห้าพัน ฝากมาให้  พอได้กินแหละ ไปอยู่พู่นก็ขับแท็กซี่ ฮู้จักเบิ๊ดกรุงเทพฯ บ่ทำงานแนวอื่น  ขับรถอย่างเดียว” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;แม้ไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยนัก  แต่ลูกชายคนนี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่คอยส่งเงินให้พ่อแม่ได้พอยัง ชีพอยู่ที่บ้านนอก “เอาเมียแล้วก็ส่งให้พ่อแม่ประจำ ได้กินกับลูกคนนี้  บัดนี้ตายแล้วก็บ่ได้แหล”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ภรรยาของอินแปลงเป็นหญิงจากบ้านป่าก้าว อำเภอนาจะหลวย จังหวัดเดียวกัน แต่ทั้งคู่ได้ไปรู้จักชอบพอกันที่กรุงเทพฯ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ประมาณซาวนี่แหละเอาเมีย มีลูกสองคน คนโตฮั่น เข้า ป.1 แล้วบ่  คนเล็กฮั่นยังน้อยดอก พ่อเสียมันจักขวบยังฮะ พอแต่หาจักขวบ  คนเล็กเพิ่งคลอดได้ประมาณสองสามเดือนก็ลงกรุงเทพฯ ไปขับรถคือเก่า  ช่วงลูกคลอด เขากลับมารอเมียคลอดอยู่ที่นาจะหลวย คลอดแล้วก็ไป" &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อถามถึงนิสัยใจคอของลูกชายคนนี้ พ่อใหญ่วันว่า “เพิ่นเป็นคนบ่ปาก  บ่ไปอีเรเกหยัง เหล้ายาบ่ได้กินดอก เว่าบ่เก่ง แต่กีฬานี่ดี  ว่างแต่มาจากขับรถก็ไปแต่กีฬา” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เรานั่งคุยกันที่แคร่ไม้หน้าบ้าน ไม่นานแม่ใหญ่ตู๋ เทศวงษ์ วัย 63 ปี  แม่ของอินแปลง ก็เดินโขยกเขยกออกมาสมทบ แกเดินเหินไม่คล่องนัก  เห็นว่ามีปัญหาเรื่องกระดูกตามประสาคนแก่&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลังแต่งงานแล้วอินแปลงกับภรรยาเช่าห้องพักอยู่ที่กรุงเทพฯ  ก่อนเสียชีวิตเพิ่งย้ายไปเช่าแฟลตแถวพัฒนาการ ที่เดียวกับพี่สาวและน้องสาว  “เซ่าห้องอยู่ แปะกันอยู่นั่นแหละ อยู่นำเอื้อยนำน้อง เซ่าคนละห้อง  ห้องใหญ่ สามสี่ชั้น อยู่ชั้นสอง ย้ายอยู่เรื่อยหนา  มันบ่ดีก็ย้ายไปบ่อนใหม่ อยู่นั่นได้ปีปลาย ก็มาเสีย” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ทุกปีพอถึงหน้านา อินแปลงจะพักงานกลับมาช่วยพ่อตาแม่ยายทำนาที่นาจะหลวย  เก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งเสร็จจึงจะกลับเข้ากรุงเทพฯ ไปขับแท็กซี่  ส่วนบ้านที่คันพะลาน พ่อใหญ่วันว่านานๆ ลูกชายจะกลับมาเยี่ยมสักหน  คราวสุดท้ายที่ได้พบหน้ากันคือเมื่อหลายเดือนก่อนลูกชายจะเสียชีวิต &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เสียงแม่ใหญ่ตู๋ว่า ทุกคราวที่อินแปลงกลับมาบ้าน  พ่อกับแม่ต้องบายสีผูกข้อมือให้ แต่ครั้งสุดท้ายนี้ไม่ได้ทำ  “มาบ่ได้เฮ็ดให้ บ่ได้แต่งสีข้อให้ ฮั่นแหละ มันเสียใจอยู่”&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;strong&gt;3&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="rteleft"&gt;หลังอินแปลง เทศวงษ์ เสียชีวิตหนึ่งวัน มติชนรายงานข่าวเกี่ยวกับเขาไว้ว่า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 15 พฤษภาคม นายชูวิทย์ (กุ่ย) พิทักษ์พรพัลลภ  ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 2 จ.อุบลราชธานี ได้นำศพนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ อายุ  33 ปี คนเสื้อแดงซึ่งถูกทหารยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม  ถึงบริเวณเวทีคนเสื้อแดงบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี  ท่ามกลางคนเสื้อแดงไปร่วมไว้อาลัยประมาณ 5,000 คน มีอดีต ส.ส.สมบัติ รัตโน  นายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ มีการทำพิธีสวดมาติกาบังสุกุลโดยพระสงฆ์ 4 รูป  หลังจากนั้นมีการอ่านประวัติ อ่านบทกลอนสดุดี เล่าสาเหตุการณ์ถูกยิงตาย  มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวเบื้องต้น จำนวน 50,000 บาท  ประกาศให้ทุนการศึกษาแก่ ด.ญ.ดารากร เทศวงศ์ เรียนจนจบปริญญาตรี  และจะนำศพนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านดอนงิ้ว ต.นาตาล  อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี โดยจะทำการฌาปนกิจในวันจันทร์ที่ 17  พฤษภาคมนี้”&amp;lt;2&amp;gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" style="width: 522px; height: 295px" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/IMG_2890.jpg" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ไม่มีใครในครอบครัว แม้แต่ภรรยาของเขา  รู้แน่ชัดว่าแท็กซี่หนุ่มชาวอุบลราชธานีคนนี้  มีบทบาทอย่างไรในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553  บ้างว่าเขาเป็นการ์ด บ้างว่าเขาเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา  ทว่าสิ่งที่คนในครอบครัวรับรู้และกล่าวถึงตรงกันคือ  แท็กซี่หนุ่มผู้นี้ชื่นชอบการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นชีวิตจิตใจ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“โอ๊ย มักเสื้อแดงนี่มักคัก แพรโพกหัวก็ซื้อให้ลูกหมด” แม่ใหญ่ตู๋ว่า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อถามว่า ลูกชายคนนี้เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;พ่อใหญ่วันตอบ “บ่จัก ถามมัน มันว่าบ่ได้เข้า แต่บัตร นปช.มันก็มี  ตอนนี้อยู่นำ ส.ส.กุ่ย เขาเก็บไว้ ตอนมาทำศพนี่ เห็นแล้วมันบาดตานะตี้  เลยบ่ได้เก็บไว้” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;พ่อเฒ่ารู้เพียงว่า ลูกชายชอบเสื้อแดง แกจึงคอยห้ามปรามไม่ให้เข้าไปร่วมชุมนุม &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“อย่าเข้าไปฮั่นหนา ย่าน ห้าม บ่แม่นบ่ห้าม บ่อยากให้ไป  แล่นรถอยู่กรุงเทพฯ อย่าเข้าไปบ่อนเขาซุมนุมเด้อ โอ้ย ไปสิเป๋นหยัง  มันว่าซี่แหละ ตายก็ตายมีศักดิ์ศรีตั๊วะ ฮ่วย! อย่าเว่าจังซั่นหนา  สิไปหาไปชนกับเขาเฮ็ดหยัง ผมว่าจังซี่หนา เฮาบ่อยากให้ตายนี่แล้ว  คั้นเว่าหลายก็เออ บ่ไปดอก ผมโทรไปเรื่อยๆ หนา  ถามว่าได้เข้าไปชุมนุมนำเขาบ่ บอกบ่ได้เข้า บ่แท้ เข้าไปแล้ว  รถแท็กซี่เป็นเส้นเข้าไป จังว่ารถคันใด สงสัยไปนำกัน มันหลายปานนั้น  เพราะว่ามันเข้าอยู่ชมรมแท็กซี่ เอารถไปเข้าชมรมกับเขา  ผมโทรบอกอยู่เรื่อยว่าเขาสิสลายม็อบสลายแม็บอยู่ รัฐบาลก็ดาย เบิ่งอยู่แหละ  เบิ่งติดตามข่าว”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อถามว่า ตัวพ่อใหญ่วันชอบเสื้อแดงด้วยหรือไม่ แกว่า “จัก  ซอบบ่ซอบบ่จัก เอาโลด ซื่อๆ นี่”  แต่ที่บ้านของแกติดจานดาวเทียมดูทีวีช่องเสื้อแดงได้ “ติดหว่างสองสามเดือน  ตะกี้ใจ้มีหยัง มันเบิ่งไสก็ได้ อยากเบิ่งข่าวหลายหม่องหลายที่  ข่าวเหตุบ้านการเมือง” ถามต่อว่า แล้วตอนเลือกตั้งเลือกพรรคไหน  แกหัวเราะแล้วว่า “ก็เลือกเพื่อไทย แถวนี้เสื้อแดงหลาย เลือกเพื่อไทยเบิ๊ด  ไปซุมนุมก็หลายดิอยู่ในบ้านนี่”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลังเทียวกำชับลูกชายไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม และลูกชายก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ พ่อใหญ่วันกับภรรยาจึงค่อยเบาใจ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่แล้วบ่ายวันที่ 14 พฤษภาคม  ลูกสาวคนถัดจากอินแปลงซึ่งพักอยู่แฟลตเดียวกัน กลับโทรมาแจ้งข่าวร้าย  ขณะพ่อใหญ่วันเองก็กำลังนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ติดตามข่าวด้วยใจจดจ่อ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เบิ่งโทรทัศน์ทีละช่อง จ้องแต่โทรทัศน์อยู่ นั่งเบิ่งอยู่นี่  น้องสาวเพิ่นโทรมาบอก แล้วขึ้นหน้าจอเพ่อเว่อ อินแปลง เทศวงษ์  เสียชีวิตแล้ว เพิ่นไปส่งผู้โดยสาร ลงจากรถเขาก็ยิง นัดเดียว  บ่อนมันตายโน่นละ”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อตั้งสติได้ พ่อใหญ่วันบอกลูกสาวให้เอาศพพี่ชายกลับมาบ้าน  “ก็บอกน้องให้เอาอ้ายมาบ้าน..ไปอุบลฯ ไปขอรถนำม็อบเขา ไปเอามาฮั่น  เอามาพักอยู่ฮั่น คราวเดียว ประมาณสามสิบนาที ส.ส.จัดการ ผมก็รออยู่อุบลฯ  เพิ่นก็เอารถเพิ่นมาส่ง พวกเสื้อแดงมาส่ง เสื้อแดงมาหลาย”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ชายชราว่า “ก็บ่คิดจังใด  มันเสียแล้ว คิดก็บ่คืนมา ก็คึดฮอดมันแหละ คึดฮอดแฮง” และเมื่อถามว่า  แล้วคนในหมู่บ้านคิดอย่างไรต่อการตายของอินแปลง “โอ๊ย  บางคนเขาก็บ่นิยมกับเฮา เขาว่า โอ๊ย ไปเสื้อแดง บ่นิยม คนบ่มักเสื้อแดงก็มี  แม่นตั๊ว เขาจั้งเว่าแนวนี้ คนตายแล้วคิดจังใด  ซอบบ่ซอบก็เฮ็ดไปตามเรื่องมันตั๊ว มันเป็นแล้ว ผมก็บ่เคียดบ่โกรธไผหนา  อยู่ซื่อๆ โลด ไผสิผิดสิถูก บ่จัก มันบ่จักว่าสิว่าข้าเจ้าแนวใดสิดี  จักไผดีไผบ่ดี เสื้อแดงผิดบ่ผิดก็บ่ฮู้คือกัน มีแต่เบิ่งซื่อๆ  จักไปถูกไปผิด บ่จักโลด เบิ่งไป บ่โกรธไผ” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;แต่เมื่อถามว่า แกชอบทักษิณหรือไม่ “อื้อ ซอบอยู่มักอยู่  บริหารประเทศดีอยู่ อภิสิทธิ์ก็ดีคือกัน มันดีไปคนละแนว”  เมื่อถามว่าอภิสิทธิ์ดีอย่างไร พ่อใหญ่วันว่าพลางหัวเราะ “ดีก็สู้ดีเพิ่น  นักสู้งัวกระทิง ฟังแต่ข่าวก็ดาย เบิ่งไปซื่อๆ บ่สนใจไผดีบ่ดีบ่จัก  บ่สนใจไผ มันตายไปแล่ว คั้นบ่ตายสิเว่า โอ้ย จังซั่นจังซี่  ตายไปแล้วครอบครัว โอ๊ย ลำบาก ลูกเมียเขาก็สิลำบากคือกัน  ตะกี้เมียเขาบ่ได้ทำงานอิหยัง อยู่แต่เลี้ยงลูก  บัดนี้กลับมาอยู่บ้านพ่อกับแม่เพิ่น เขาก็ขายของอยู่โรงเรียน”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ปัจจุบันพ่อใหญ่วันกับแม่ใหญ่ตู๋มีหลานที่ต้องเลี้ยงดูอีกหลายคน  พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ  ส่งเงินกลับมาให้บ้างตามกำลังที่แต่ละคนมี เรื่องขัดสนก็มีบ้างเป็นธรรมดา  แต่ที่หนักหนาคืออาการป่วยของพ่อใหญ่วันที่เพิ่งปรากฏเมื่อไม่นานมานี้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เพิ่นว่าเป็นตับ หมอก็ดาย เป็นมะเร็งมะเริงนั่นแล่ว สิตายไวแท้ เบิ๊ดเงินหลายหมื่น เจ็บมานี่ สี่ห้าเดือนแล้ว” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน พ่อใหญ่วันบ่นเจ็บชายโครงข้างขวา  พลางเอามือกุมอยู่เป็นระยะ “หมอบอกว่าปกติแล้วก็เลยเซาไปหาหมอ แต่พอเจ็บๆ  ก็ไปอีก หมอก็ให้ยาระบายกับยาแก้อักเสบ เหมิดเท่านั้น ปวดแฮงใคร่กิน  บ่ปวดบ่กิน ไปโรงบาลเขาก็ว่าคือเก่า ทีแรกไปหาหมอใหญ่ เขาว่าดีซ่าน  ไปมาว่าเป็นมะเร็ง ส่งไปอุบลฯ เขาบ่รักษา ว่าหายแล้ว ปกติดี  ใบหยังก็เฮ็ดให้หมด เอายาให้รักษาอยู่บ้าน ผมก็เลยบ่ไป  ไปคลินิกก็เทื่อละแปดร้อย เทื่อละพัน ก็เจ็บทุกมื้อ เจ็บอยู่นี่  มันยึ่งจั้งเจ็บ คั้นบ่ยึ่งก็บ่เจ็บ อยู่บ้านห้าหกเดือนแล้ว จักหายบ่หาย  ว่าจะไปตรวจอยู่กรุงเทพฯ”  ทุกวันนี้พ่อใหญ่วันซื้อยาสมุนไพรมาต้มกินเองทุกเช้า ราคาชุดละแปดพันบาท&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ระหว่างนั้นแม่ใหญ่ตู๋ลุกเดินหายเข้าไปที่โรงครัว ซึ่งเป็นโรงเรือนเล็กๆ  ยกพื้นสูงราวหนึ่งเมตร ติดกับยุ้งฉาง แยกออกจากตัวบ้าน  ตกค่ำแม่เฒ่าให้หลานชายวัยรุ่นสองคนช่วยกันยกสำรับมาตั้งบนพื้นปูนหน้าจอ โทรทัศน์ เรานั่งกินข้าวพลางดูข่าวจากช่องเอเชียอัพเดต  ช่วงหนึ่งข่าวรายงานเรื่องคนเสื้อแดงที่ชนะคดี  กรณีสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงเมื่อปี 2552  ศาลสั่งให้ทหารต้องชดใช้เงินนับล้านบาทโทษฐานยิงคนมือเปล่า &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เสียงพ่อใหญ่วันว่า “คดีเฮาสิชนะบ่ แท้แล้วยุบสภาก็จบแล้ว เฮ็ดหยังต้องรอให้มีคนตาย” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;แม่ใหญ่ตู๋เสริมว่าลูกชายแกโดนยิงที่หน้าอก  แต่รัฐบาลกลับออกข่าวว่าทหารไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชน “มันบอกยิงต่ำๆ  บอกเสื้อแดงฆ่ากันเอง ไผสิฆ่ากันเอง”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เรานอนค้างที่นั่นหนึ่งคืน ตื่นมาเห็นพ่อใหญ่วันนั่งดูเอเชียอัพเดตอยู่หน้าจอแต่เช้ามืด &lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลังอาหารเช้า เรานั่งสนทนากับพ่อเฒ่าแม่เฒ่าอีกเป็นเวลาสั้นๆ  ก่อนลากลับเสียงพ่อใหญ่วันว่า “ความจริงค่อยๆ ปรากฏออกมาแล้ว  เขาจะให้รัฐบาลเราอยู่นานรึเปล่าไม่รู้”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;...เขาจะให้รัฐบาลของเราจะอยู่นานรึเปล่าไม่รู้!!!&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;strong&gt;4&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; หลังสามีเสียชีวิต “นิตยา พาเชื้อ” หม้ายประชาธิปไตยวัย 32 ปี  หอบลูกชายวัยไม่ถึงขวบ กลับมาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านป่าก้าว เลขที่ 49  หมู่ 4 ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ ขณะลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบ  ฝากให้อยู่กับตายายที่นี่อยู่ก่อนแล้ว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อเราไปถึงบ้านสองชั้นหลังนั้น พบนายแสวง พาเชื้อ วัย 57 ปี  พ่อของนิตยา นั่งเลี้ยงหลานชายวัยราวสองขวบอยู่หน้าบ้าน “ขนมตาล” หรือ  เด็กชายนาราภัทร เทศวงษ์ คือลูกคนเล็กของวีรชนแท็กซี่เดือนพฤษภา&lt;br /&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" style="width: 384px; height: 479px" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/IMG_3243.jpg" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; นิตยาไปขายของจำพวกชานมไข่มุกและน้ำหวานรสชาติต่างๆ  ที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ซึ่งลูกสาวคนโตของเธอเรียนอยู่  ลุงแสวงว่ากว่าจะเก็บร้านเสร็จกลับมาถึงก็คงบ่ายแก่&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เราจึงนั่งคุยกับพ่อของนิตยาไปพลางๆ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ลุงแสวงเล่าว่า บ้านป่าก้าวเป็นชุมชนใหญ่ มีบ้านเรือนกว่า 300 หลัง  อาชีพหลักของชาวบ้านคือทำนาและทำไร่มันสำปะหลัง มีทำสวนยางพาราบ้างประปราย  ชาวนาทำนาได้ปีละครั้ง มีงานรับจ้างบ้างเล็กน้อย  คนหนุ่มสาวมักเข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อถามถึงเรื่องการเมือง ลุงแสวงว่า “เสื้อแดงทั้งหมู่บ้าน นาจะหลวยไม่ต้องพูดถึงหรอก คู่แข่งอื่นๆ ไม่ได้เกิน 10 คะแนน”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา  แม้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน  คนที่ชื่นชอบและคุ้นเคย  (และเคยลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนสมัยที่แล้ว)  ย้ายไปลงพรรคอื่น ชาวบ้านเกิดความลังเลอยู่บ้างในช่วงต้น  แต่เมื่อถึงเวลาเดินเข้าคูหา  พวกเขาก็ตัดสินใจกาเบอร์หนึ่งกันอย่างพร้อมเพรียง  เพราะกลัวไม่มีคนยกมือให้ยิ่งลักษณ์ในสภา&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เขาชอบเบอร์สอง แต่มันจำเป็นต้องเลือกเบอร์หนึ่ง ทุกหมู่บ้าน  ทุกหน่วยเลือกตั้ง เบอร์หนึ่งกินหมด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องพูดถึง  ไม่มีซักคะแนนหรอก เวลาพรรคเพื่อไทยมาหาเสียง มากินน้ำก่อน  แต่เวลาประชาธิปัตย์ ป้ายหาเสียงนี่ปักเมื่อไหร่ก็พังแล้ว  แต่คนใต้เขาว่าของเขาดีนะ แต่เราไม่ว่าเขานะ แพ้ก็เอาไป คนอีสานยอมรับนะ  แพ้ก็ว่าแพ้” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ถามว่าทำไมคนที่นี่ถึงชอบเสื้อแดง ลุงแสวงร่ายนโยบายที่ชาวบ้านประทับใจได้ยืดยาว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“พอทักษิณมาเขาก็ติดใจเลย คนอีสาน คนรากหญ้า พอมาเห็นทักษิณให้ปุ๊บ  เวลาน้ำท่วมก็ให้เป็นเงินมาเลย แต่ก่อนได้แต่ผักบุ้งผักชีมาปลูก สมัยนายชวน  ไม่มีใครให้เงินเลย มาทักษิณนี่แหละ อย่างกองทุนหมู่บ้าน  หรือสมัยก่อนนี่เป็น สปก. เอาไปทำอะไรไม่ได้ แต่พอทักษิณมา  แปลงสินทรัพย์เป็นทุน เขาก็มีช่องทาง อีกที่เด่นๆ ก็เรื่องยาเสพติด  พอทักษิณมา หายไปหมด สบาย แต่เดี๋ยวนี้มีทุกหมู่บ้าน ยาบ้า  ถ้าทักษิณทำไม่ดีใครจะไปสนใจ จะไปอยู่ไหนก็ไป  นี่มันไปขัดผลประโยชน์เขาหรอกถึงอยู่ไม่ได้ บอกว่าแกนนำมาปลุกระดมคนอีสาน  ถ้าไม่จริงมันปลุกไม่ขึ้นหรอก แต่ก่อนมีแต่นักศึกษาสู้กับรัฐบาล  แต่เดี๋ยวนี้มีแต่ชาวบ้าน คนกรุงเทพฯ ยังนิ่งอยู่” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;นายแสวงไม่วายบ่นเรื่องที่คนกรุงเทพฯ ดูถูกคนอีสาน “ไม่ชอบเลย  เขาว่าคนต่างจังหวัดเลือกนายกฯ แต่คนกรุงเทพฯ ไล่นายกฯ  คำนี้ที่เขาพูดกันประจำๆ คนกรุงเทพฯ มันยอมปาก แต่ใจมันไม่ยอม  เขาว่าคนต่างจังหวัดโง่ แต่ผมว่ามันกลับกัน คนกรุงเทพฯ  โง่กว่าคนต่างจังหวัด คนภาคอีสานเขารู้แล้วว่ามันเป็นเผด็จการ  ถ้าบ้านไหนมีคนไปชุมนุมนี่ ยิ่งกว่าดูโทรทัศน์อีก  คนที่ไปชุมนุมไปได้ลูกปืนมา เขาเล่ากันปากต่อปาก คนที่เขาสูญเสีย  จะให้มันแล้วๆ ไป มันง่ายไป”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ เมื่อลูกเขยของลุงแสวงเสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุมโดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ชาวบ้านที่นี่จึงไม่พอใจกันมาก &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“พอไอ้ต๋องตายชาวบ้านเขาก็โกรธ เพราะเขาก็เบิ่งข่าวกันตลอด  ถ้ามีใครมาเถียงว่าทหารทำถูก รัฐบาลทำถูกนี่ อย่าเลย ไม่ต้องมาคุยกันเลย  เพราะเขาเห็นเหตุการณ์ เขาเห็นชัดๆ เลยว่าทหารนั่นแหละเป็นคนยิง  เวลาสุเทพออกมาพูด เขาไม่อยากดูหรอกโทรทัศน์ ปิดเสีย  ลูกไอ้ต๋องคนโตนี่ก็เหมือนกัน เวลามันเห็นหน้าสุเทพ อภิสิทธิ์ มันด่าเลย  ไอ้เหี้ย มึงสั่งฆ่าพ่อกู จริงๆ เราก็ไม่อยากให้เขาพูดแบบนั้นหรอก  เขายังเด็กอยู่ กลัวคนอื่นไม่เข้าใจจะหาว่าเป็นเด็กก้าวร้าวไป”  ลุงแสวงว่าอย่างมีริ้วรอยกังวล “เราไม่ได้รับความยุติธรรม หวานอมขมกลืนอยู่  น้ำท่วมปาก มันอึดอัด แต่ก็เตือนกัน พูดไปมันก็ไม่ดี  แต่ว่าตำรวจมันก็เสื้อแดงเยอะนะ” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ในตอนท้ายลุงแสวงพูดถึงลูกเขยว่า เป็นคนขยันทำมาหากิน  “เพิ่นบ่เกี่ยงงานหนักงานเบา ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย  เวลาเกี่ยวข้าวก็ขึ้นมาช่วย เกี่ยวข้าวเสร็จก็ลงไป  พ่อกับแม่ก็ว่าจะปลูกบ้านให้อยู่ บ่ทันจังใดซ้ำ กำลังเอาลูกเอาเมียไปอยู่นำ  เอาลูกคนเล็กไปตอนสี่เดือน”&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;strong&gt;5&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นิตยากลับมาถึงบ้านราวบ่ายสามโมง  เธอง่วนอยู่ในครัวเพียงลำพังตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ  เนื่องจากต้องเตรียมต้มชาและน้ำหวานไว้ขายในวันรุ่งขึ้น &lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลังอาหารมื้อเย็นผ่านไป เราจึงได้สนทนากับแธอ  ระหว่างนั้นน้ำหวานและขนมตาลวิ่งเล่นหยอกล้อกันอยู่หน้าจอโทรทัศน์  โดยมีตาแสวงนั่งคอยดูอยู่ห่างๆ  ส่วนยายของเด็กทั้งสองออกไปประชุมกลุ่มแม่บ้านตั้งแต่กินข้าวเย็นเสร็จ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นิตยาเปิดตู้หยิบภาพถ่ายของสามีออกมา แล้วชวนเราไปนั่งคุยกันที่แคร่หน้าบ้าน จากนั้นเธอเริ่มต้นเล่า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เขาชอบเสื้อแดงตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุม  ตอนนั้นเรายังอยู่ที่บ้านนอกอยู่เลย เขาไปขับแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ  พี่ท้องตัวเล็กอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นเขาก็เริ่มไปร่วมชุมนุมแล้ว  แต่ไม่เล่าให้เราฟัง พอเราคลอดลูกแล้วลูกโตขึ้นมาหน่อย ไอ้น้ำหวานก็ปิดเทอม  เขาเลยมารับไปอยู่กับเขาที่กรุงเทพฯ นั่นน่ะ ถึงรู้ว่าเขาเข้าร่วม”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เท่าที่นิตยารู้ คือสามีของเธอเข้าไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2552  &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าเล่าให้ฟัง กลัวเราเป็นห่วง ไปๆ มาๆ  เขาทนไม่ไหวก็เลยเล่าว่าเขาขับรถไปรับเพื่อนๆ มา วันนี้ไม่ได้ตังค์นะ  เขาก็จะบอก”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;อินแปลงเคยทำงานกับ  ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดกุมฐานเสียงในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมายาวนาน  นั่นทำให้นิตยาไม่รู้มาก่อนว่าเขาชอบทักษิณ  “เขาเคยเล่าให้ฟังว่าเคยทำงานกับ ส.ส.วิฑูรย์ นามบุตร ตั้งแต่เขาเป็นหนุ่มๆ  เขาก็ไม่เคยเล่าให้ฟังว่าเขาชอบทักษิณ มาตอนที่โดนรัฐประหารน่ะ  เขาจะแอนตี้มากเลย เขาจะแสดงออกมาก เมื่อก่อนเขาก็ไม่ได้ไปขนาดนั้น  พอท่านทักษิณโดนปฏิวัติ เขาบอกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย  ก็เริ่มเชียร์มาตลอดเลย” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อการชุมนุมใหญ่ปี 2553 เริ่มขึ้น  อินแปลงเข้าไปร่วมชุมนุมอย่างจริงจัง “ช่วงปีห้าสามเขาไปทุกวัน  ไปทุกที่ด้วย ซักประมาณสี่ห้าทุ่ม เขาจะแว้บไป เพราะว่ารถนี่เขาขับคนเดียว  เป็นรถของแฟนน้องสาวเขา เมื่อก่อนขับเป็นกะ ขับกลางวัน  ทีนี้พอมีรถคันนี้เขาก็จะออกไปหลายรอบ บางทีถ้าไปตอนเช้าไม่ได้ตังค์  เขาก็จะกลับมา แล้วก็ออกไปใหม่ ตอนดึกหน่อย คงจะแว้บไปชุมนุมช่วงนั้น”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เขาเคยบอกว่าลูกพี่มาชวนไปเป็นการ์ดด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไปยุ่ง  เขาจะไม่ให้เราเข้าไปยุ่ง เพราะว่าเราต้องเลี้ยงลูก ดูแลลูกๆ เล็กๆ อยู่  เขาจะไปของเขาคนเดียว บางทีกลับมาก็จะเล่าให้ลูกเขาฟัง  วันนี้พ่อไปสร้างวีรกรรมมานะ เขาเคยพาเพื่อนเอาแท็กซี่ปิดรถทหาร  เขาบอกแพทย์เหวงมาจับมือพ่อด้วยนะ ตอนนั้นที่เขาเอารถทหารเข้ามากี่คัน  เจ็ดคันหรือไง แล้วพี่ต๋องเขาเอาแท็กซี่เข้าไปห้าสิบคัน ปิดรถทหารไว้หมดเลย  นั่นแหละ เขาเป็นคนนำไป”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“บางทีก็จะมีเพื่อนโทรมาบอกเขาให้ไปรับน้องตรงนั้นตรงนี้ให้หน่อยนะ  เขาก็ไป ไปช่วยรับคน ไม่ได้คิดค่าโดยสาร  เขาบอกว่าเราไม่มีเวลาจะไปชุมนุมช่วยเขา เพราะต้องหาเงิน  เราก็ต้องช่วยเหลือคนที่เขามีโอกาสไป ถ้าวันไหนเขาไปเขาก็จะบอก  บางทีเราโทรไปเขาก็จะบอกว่าอยู่ตรงนั้นนะตรงนี้นะ เราก็บอกเขาว่าระวังตัวนะ  ลูกยังเล็กอยู่ เขาจะคอยติดตามข่าวของเขาตลอด แล้วก็จะมีคนคอยโทรมารายงาน  เวลาจะออกไปชุมนุมก็จะมีคนโทรมาเรียก บางทีก็ต้องรีบแต่งตัวออกไป  ได้ยินเขาเรียกลูกพี่ๆ เราก็ไม่รู้จัก เขาบอกลูกพี่เป็นการ์ดนะ  แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร เพราะว่าไม่ได้ไปกับเขาไง  ก็ได้แต่บอกเขาว่าระวังตัวด้วย เขาจะเป็นคนที่มีอุดมการณ์มาก  รักความถูกต้อง แล้วก็รักครอบครัวมาก” &lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" style="width: 498px; height: 381px" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/IMG_2874.jpg" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; นิตยาว่าสามีของเธออาสารับภาระเรื่องการทำมาหากินเพียงลำพัง  เพื่อให้เธอมีเวลาเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้  แม้ใจจดจ่ออยู่กับการชุมนุมสักเพียงใด  อินแปลงก็พยายามแบ่งเวลาไปหาเงินเลี้ยงครอบครัว  หลังเสร็จงานจึงจะเป็นช่วงเวลาของการชุมนุม นิตยาไม่เคยห้ามสามี  ด้วยความที่เธอเองก็มีใจสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง  สิ่งที่เธอทำคือนั่งรอสามีทุกคืน จนกว่าเขาจะกลับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“บางทีเขาก็กลับมาตีหนึ่ง บางทีก็หกทุ่ม เร็วสุดก็ห้าทุ่ม  เราก็ยังไม่นอนทุกวัน รอ พอกลับมาเขาก็จะ โฮ้ย จะใส่อารมณ์มากเลย  บางทีเปิดข่าวดู ที่ห้องเช่าดูข่าวช่องเสื้อแดงไม่ได้ ต้องดูช่องรัฐบาล  เขาก็จะบ่น ไม่รู้มันจะออกมาทำไมข่าวแบบนี้ เขาจะโมโห ไม่อยากดู  บางทีกลับมาเขาก็จะเล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปที่ไหนยังไง ไปเจอใครมามั่ง  ไปเจอเพื่อนฝูงก็กลับมาเล่าให้ฟัง อย่างเพื่อนที่อู่เขาเนี่ย  จะเป็นแกงค์ของเขา เป็นกลุ่มของเขา จะจับกลุ่มกันไป หรืออย่างที่แฟลต  ก็จะมีห้องข้างๆ เป็นเสื้อแดง พอถึงตอนบ่ายเขาก็จะแต่งตัวออกไปกัน  ใส่เสื้อแดง ผ้าโพกผม แล้วก็เสื้อแดงจงเจริญ ออกไปพร้อมกัน  แต่พี่ต๋องเขาไม่ค่อยได้ใส่เสื้อแดงหรอก ปกติก็คือชุดแท็กซี่  แต่เขาจะมีเสื้อให้ลูกเขาทุกคนเลย ทั้งสองคน คนละตัว แล้วก็ผ้าโพกหัวก็มี  มัดข้อมือด้วย แล้วก็ผ้าผูกคอด้วย เขาบอกนิดเอาไว้ก่อนนะ ยังไม่มีไซซ์”  นิตยาซึ่งเป็นคนรูปร่างท้วม ค่อนข้างเจ้าเนื้อเล่า &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เขาจะเป็นคนรักความยุติธรรมากๆ เวลาดูข่าวดูอะไร  เขาจะบ่นว่าไม่อยากดูหรอก ไอ้พวกขี้โกง เขาบอกเขาจะสู้ไปตลอด  มีเพื่อนสู้เขาก็จะสู้ แต่เพื่อนฝูงเขาเราไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมาที่ห้อง  ญาติพี่น้องเขาห้ามเขาทุกคน พ่อเขาก็โทรมาหาเราทุกวัน อย่าให้ไอ้ต๋องไปนะ  พี่ก็บอก ห้ามไม่ได้หรอก”&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;strong&gt;6&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ชีวิตของอินแปลงและนิตยาดำเนินไปเช่นนั้น ตลอดช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง คือเมื่อสามีออกจากบ้าน ภรรยาก็นั่งรอจนกว่าสามีจะกลับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;กระทั่งพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” ถูกยิงเสียชีวิต ในเย็นวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ตอนเสธ.แดงโดนยิง เขาบอกดูซิน่ะ มันฆ่าได้แบบไม่มีความผิด  ฆ่าทิ้งเหมือนไม่ใช่คน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีอาวุธอะไร เขารับไม่ได้ เขาโกรธ  เขาก็ก่นด่าของเขา เขาบอกเขาอยากจะมีอาวุธ จะไปบุกเดี่ยวเลย เขาโมโหมากๆ  ฟังแล้วเราก็กังวล ก็บอกเขาว่าระวังตัวนะพี่นะ ลูกเรายังเล็ก  เขาก็บอกเขาก็รู้ตัวน่า ทำอะไรเขารู้ตัว เขาบอกเขาจะดูแลตัวเองให้ดีตลอด  ตอนที่ลูกพี่เขาชวนไปเป็นการ์ด ก็ยังถามเขาว่า แล้วพี่จะไปเหรอ เขายังว่า  บอกให้ลูกพี่เอาตังค์มาให้ลูกกับเมียใช้ก่อนสองแสนแล้วจะไป  เพราะว่าถ้าไปแล้วจะไม่ค่อยได้กลับบ้าน” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;หลังจากนั้นเพียงชั่วข้ามคืน ชีวิตของนิตยาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การรอคอยที่เคยจบลงคืนต่อคืน กลายเป็นสิ่งยาวนานไม่รู้จบ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“วันนั้นเขาออกจากบ้านไปตอนเช้า ประมาณเจ็ดโมงกว่า  ก็อุ้มลูกลงไปด้วยเหมือนทุกวัน ปกติเขาจะไปขับรถออกมาจากซอย  แล้วจะรอเราอยู่ปากซอย พอเก็บกวาดห้องเสร็จพี่ก็จะลงไปรับหนมตาล  เขาก็หอมแก้มลูกแล้วก็ออกไป แต่ก่อนจะออกไปวันนั้น  เห็นว่าเขาไปบ่นกับคนในห้องเช่าใกล้ๆ น้องสาวเขาว่าไม่รู้เป็นไร  ห่วงลูกห่วงเมียจัง คนนั้นเขาก็ว่า จะห่วงทำไม ตัวเองก็อยู่ เขาก็ว่า  เกิดเขาไม่อยู่ล่ะ เมียผมยิ่งทำอะไรไม่ค่อยเป็นอยู่ เขาไม่ให้พี่ทำอะไรเลย  ให้เลี้ยงแต่ลูกอย่างเดียว เขารับผิดชอบหมด  หน้าที่พี่ก็คือเลี้ยงลูกอย่างเดียว เป็นคนรักครอบครัวมากๆ”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่นิตยาได้มารับรู้ทีหลัง ในวันที่อินแปลงเสียชีวิตแล้ว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ปกติตอนบ่ายเขาจะมาแอบดูตรงบานเกร็ดห้องทุกวัน  เพราะพี่เปิดบานเกร็ดเอาไว้กว้างๆ เขาจะมาแอบดูว่าเราเลี้ยงลูกดีรึเปล่า  บางทีถ้าไม่ต้องรีบไปไหนเขาก็จะพาลูกไปเที่ยว วันนั้นเราก็รอ  ก็ไม่เห็นเขามา” นิตยาย้อนเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น  “น้องสาวเขาก็มานั่งเล่นอยู่ที่ห้องด้วย กำลังนอนเล่นกัน  แล้วก็มีโทรศัพท์เข้ามาประมาณบ่ายสอง บอกว่าโทรมาจากโรงพยาบาล  ถามหาญาติคุณอินแปลง พี่ก็บอกว่าพี่เป็นภรรยาเขา  เขาบอกให้รีบมาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ คุณอินแปลงประสบอุบัติเหตุ  พี่ก็คิดว่าเขาขับรถเร็ว คงจะไปชนไปอะไร แล้วทีนี้พอขึ้นรถ  แฟนพี่สาวเขาบอกว่า ไอ้นิด ทำใจดีๆ ไว้นะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ช่วงเวลานั้นนิตยาไม่เข้าใจคำพูดของพี่เขย  มารู้ทีหลังว่าเขาเห็นจากภาพข่าวในทีวีว่าแท็กซี่สีชมพูแบบเดียวกับของอิน แปลงขับเข้าไปจอดบริเวณนั้น พอคนขับลงรถ เดินอ้อมประตูมาก็ถูกยิงร่วงลง  ทีแรกพี่เขยก็ไม่คิดว่าชายคนดังกล่าวจะเป็นน้องเมีย  แต่เมื่อมีโทรศัพท์สายตรงมาจากโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท จึงมั่นใจว่าใช่ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“พี่เขยเขาเห็นภาพช่องทีวีไทย ไล่เลี่ยกันกับตอนที่โรงพยาบาลโทรมา  ตอนแรกเขายังไม่เล่าให้เราฟัง บอกแค่ว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนะ เราก็บอก  ไอ้นี่มาแช่งผัวกู เราไม่เชื่อ คิดว่ายังไงก็คงจะรถชนแหละ  เพราะเขาเป็นคนค่อนข้างใจร้อน ขับรถเร็ว ทีนี้พอไปถึงโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท  คุณหมอเขาก็มาถามว่า มาหาใคร พี่ก็บอกมาหาคุณอินแปลง  เขาก็เดินมาโอบไหล่เลยนะ ก็รู้แล้ว เขาก็ถามว่าเป็นอะไรกับคุณอินแปลงครับ  เราก็บอกเป็นภรรยา เขามาโอบไหล่เสร็จแล้วก็บอก นี่นะ พอมาถึงนี่ก็นะ  เขาพูดแค่นี้ แล้วพี่ก็ทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังหวังอยู่  หวังว่าจะได้คุยกับเขาอยู่ พี่สงสารเขามาก ตอนที่คนพาเขามาเล่าให้ฟังว่า  เขาเจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก เขายังไม่เสียชีวิตทันทีนะ”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;นิตยารับรู้เหตุการณ์ในนาทีสุดท้ายของสามี จากคำบอกเล่าของแสงจันทร์  กาษา น้องสาวของอินแปลง  ที่ได้คุยกับชายคนที่ขับรถพาอินแปลงไปส่งโรงพยาบาลว่า  วันนั้นมีคนกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งข้ามฝั่งถนนมายังจุดที่สามีของนิตยาขับรถ เข้าไปจอด “เขาจะลงจากรถไปถามว่าวิ่งหนีอะไรมา  พอลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาก็โดนยิงเลย คนที่วิ่งมาก็มาพยุงเขาลุกขึ้น  เขาก็ถามคนนั้นว่า พี่ขับรถเป็นมั้ย คนนั้นก็บอกเป็น  งั้นช่วยพาผมไปโรงพยาบาลหน่อย เขายังพูดได้อยู่เลยนะ แต่ไปไม่ถึงโรงพยาบาล  เขาบอก พี่...ผมเจ็บหน้าอก เขาคงจะเจ็บมากๆ แล้วตอนนั้นน่ะ แล้วก็เสียชีวิต  ยังไม่ถึงโรงพยาบาลเลย” นิตยาน้ำตาไหล&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“พอหมอพูดเสร็จพี่ก็เข้าไปดูเขาในห้อง เขาเหมือนคนนอนหลับ” นิตยาหยุดพูด  พลางพยายามกลั้นสะอื้น ครู่หนึ่งจึงพูดต่อ  “พี่ก็ได้แต่สัญญากับเขาว่าจะดูแลลูกให้ดี เขาจะเป็นห่วงลูกเขามาก  บอกไม่ให้ดุให้ด่าไม่ให้ตีลูก เขาจะสั่งมาตลอดเลย จะสั่งทุกวันๆ  ว่าอย่าดุลูก อย่าด่าลูก อย่าตีลูกเลยนะ”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ข่าวที่ออกมาคือ อินแปลง เทศวงษ์  ขับแท็กซี่ไปส่งผู้โดยสารแถวบ่อนไก่แล้วถูกยิง  ขณะที่นิตยาได้ฟังข้อมูลอีกด้าน  “มีคนเล่าให้ฟังว่าวันนั้นมีคนให้เขาไปดูลาดเลา  เห็นว่าลูกพี่เขาสั่งให้ไปดูลาดเลาแถวบ่อนไก่ เขาไปคนเดียว  แต่ตอนแรกเรายังพูดไม่ได้ เวลาใครถามว่าเขาได้ไปชุมนุมมั้ย  เราก็ได้แต่บอกว่าไม่เคยไป เรายังพูดไม่ได้”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;  &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;strong&gt;7&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; นิตยาอยู่กินกับอินแปลงมาตั้งแต่ปี 2547 &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ตอนนี้น้ำหวานก็จะเจ็ดขวบแล้ว พออยู่ด้วยกันก็มีน้ำหวานเลย  เราไปเจอกันที่กรุงเทพฯ ไปทำงาน เขาออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่เป็นวัยรุ่น  เป็นคนที่พึ่งพาตัวเองตลอด ขับรถสิบล้อ ขับทุกรถ เขาเป็นคนที่น่าสงสารนะ  ครอบครัวเขาฐานะไม่ค่อยดี ก็เลยทำให้เขาดิ้นรนมาก  พึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก พอเขามีครอบครัว มีพี่ มีลูก  เขาก็ไม่ให้พี่ลำบาก ให้ดูแลแต่ลูก งานทุกอย่างเขารับเองหมดเลย  อย่างมาทำนาเขาก็จะทำแบบไม่ได้กลัวเหนื่อยเลย ทำเต็มที่มาก คือทำเผื่อ  เพราะว่าพี่ไม่ได้ทำ เขาต้องเป็นคนทำ เขาเคยบอกอยากให้ลูกเขาเรียนสูงๆ  เรียนดีๆ เรียนโรงเรียนดีๆ จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนเขา”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ระหว่างนั้นเด็กหญิงน้ำหวานกับเด็กชายขนมตาล วิ่งตามกันออกมาหาแม่  ขนมตาลร้องไห้จ้า เหมือนทะเลาะอะไรบางอย่างกับพี่สาว  นิตยาบ่นว่าน้ำหวานชอบแกล้งน้อง พลางอุ้มขนมตาลขึ้นนั่งบนตัก  แล้วบอกให้น้ำหวานเข้าไปอยู่กับตา น้ำหวานกระเง้ากระงอดงอแงอยู่พักหนึ่ง  ก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน นิตยาปลอบเด็กชายตัวป้อมบนตักจนหยุดร้องไห้  แล้วจึงค่อยเล่าต่อ&lt;br /&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;img alt="" style="width: 384px; height: 496px" src="http://www.prachatai.com/sites/default/files/u7/IMG_3210.jpg" /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; “ตอนเขาตาย อีกสี่วันหนมตาลจะครบสิบเดือน เขาเรียกพ่อแล้วนะ  แต่ยังไม่เรียกแม่ เขาติดพ่อมาก เขาจะเรียกพ่อเขา อ้อ อ้อ  พ่อตายเขาก็ยังไม่รู้เรื่อง ป้าเขาเอารูปไปขยายมา พอมองเห็นรูป  เขาก็คว้าใหญ่เลย อ้อ อ้อ เรียกใหญ่ แล้วก็จับรูปมาพลิกท่าโน้นท่านี้  ทำไมพ่อไม่พูดด้วย พอไปที่บ้าน ไปงานศพที่บ้านปู่เขา เห็นรูปพ่อเขาตั้งอยู่  เขาก็เรียกอีก อ้อ อ้อ ชี้มือเรียก อ้อๆๆ ตอนยังอยู่พ่อเขาชอบพาไปขับรถ  เวลานั่งรถไปเขาจะร้องนั่งตรงพวงมาลัย พอพ่อเขามาเสียไปก็แย่ทุกอย่าง  ทั้งจิตใจ แย่ไปหมด เราก็ต้องกลับมาอยู่กับพ่อกับแม่  เวลาอยู่กับลูกกับใครก็ธรรมดา แต่เวลาที่เราต้องอยู่คนเดียว  อย่างพี่อยู่ในครัว มันก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้”  ระหว่างนั้นขนมตาลจับภาพถ่ายสมัยยังมีชีวิตของอินแปลงมาถือไว้อย่างง่อนๆ  แง่นๆ ในมือ แล้วเรียก “พ่อต๋อง พ่อต๋อง” อยู่หลายครั้ง นิตยายิ่งน้ำตาไหล &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“เราเคยรอเขากลับบ้านทุกวันๆ แล้วอยู่ๆ เขาก็หายไป ไม่กลับมาอีกเลย  ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ รู้สึกว่าเรายังรอเขาอยู่  ตอนที่ลูกหัดพูดหัดเดินก็อยากจะบอกเขาว่า นี่ลูกพูดได้แล้วนะ  เราก็อยากบอกเขาว่า พี่ลูกพูดได้แล้วนะ ลูกเดินแล้วนะ ลูกวิ่งแล้วนะ  คือบอกทุกอย่างเลย ทำไมพี่ไม่โทรมาเลย บางทีเราเหมือนคนบ้า  เรานั่งอยู่คนเดียว เหมือนกับรอโทรศัพท์เขาอยู่ ทำไมเขาไม่โทรมา  เราจะได้เล่าให้เขาฟังว่าวันนี้ลูกเราทำอะไรมั่ง ลูกเราเดิน ลูกเราวิ่ง  ลูกเราพูดว่าอะไร น้ำหวานเขาได้เต้นได้อะไรด้วยนะ  วันเด็กวันครูเขาจะมีการแสดง อยากเล่าให้เขาฟัง ทุกวันนี้น้ำหวานน่ะ  บางทีเขาก็จะร้องไห้คนเดียว บางทีก็บอกว่าคิดถึงพ่อต๋อง ลูกติดพ่อกันมาก  ครบรอบที่เขาเสียหนึ่งปี พี่ยังโทรไปหาพ่อเค้า บอกพ่อ วันนี้แล้วนะ  พี่ก็อดร้องไห้ไม่ได้” น้ำตานิตยาร่วงพรูลงมาอีก “เราอยากไปงานรำลึก  แต่ก็ไปไม่ได้ ติดลูก เลี้ยงลูกคนเดียว ก็หนัก”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เมื่อถามถึงสิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจ นิตยาว่า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“สำหรับคนที่เขาฆ่าสามีเรา พี่แช่งไปหมดแล้ว  ตั้งแต่ช่องสามมาสัมภาษณ์วันที่ไปดูศพ ให้ตายตกไปตามสามีพี่  ให้มันล่มจมยิ่งกว่าอีก โกรธมาก เสียใจมาก ก็อย่างที่บอก  เรารอเขากลับบ้านทุกๆ วัน ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่ออก กลับมาถึงห้อง  มองไปตรงไหนเขาก็จะอยู่กับเราตรงนั้นตรงนี้ตลอด มันแย่มากๆ พวกพี่ๆ  พวกญาติๆ โทรมาให้กำลังใจ บอกว่าเขาทำตามอุดมการณ์ของเขา เราต้องยอมรับนะ  เราต้องยอมรับอุดมการณ์ของเขา เขาทำเพื่อความถูกต้อง เขาทำเพื่อประชาธิปไตย  เราก็ยอมรับ แต่ก็คิดว่ามันไม่ยุติธรรม เขาผิดอะไร  แค่เรียกร้องประชาธิปไตย ข้อเดียวเอง ขอให้มาจากประชาชน  ทำไมต้องถึงกับฆ่ากันด้วย ไม่คิดว่าจะทำกันถึงขนาดนี้  บอกว่าเขาฆ่าคนเพื่อความสงบสุข แล้วจะมาถามหาความปรองดอง  พี่ไม่เคยดูทีวีทุกวันนี้ สื่อมีแต่ของเขา”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เสียงของหม้ายประชาธิปไตยแห่งจังหวัดอุบลราชธานี ที่วันนี้คราบน้ำยังไม่แห้ง&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p class="rtecenter"&gt;&lt;strong&gt;8&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; แสงจันทร์ กาษา วัย 32 ปี  น้องสาวซึ่งเช่าห้องพักอยู่แฟลตเดียวกับอินแปลงและนิตยา  และเป็นเจ้าของรถแท็กซี่ที่อินแปลงเช่าขับ เล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ว่า  เธอไม่รู้รายละเอียดมากนักว่าพี่ชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของคนเสื้อ แดงตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ก็ช่วงหลังๆ  ที่พี่ชายไม่มีเงินมาจ่ายค่าเช่ารถให้เธอ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ช่วงเดือนเมษา-พฤษภาคม ไม่ค่อยได้เงินให้ค่าเช่ารถเลย  ไปขับรถทุกวันแต่ไม่ค่อยได้เงิน เราก็ไม่รู้ว่าเขาไป  ได้แต่สงสัยว่าทำไมไม่ได้ตังค์มาให้ มีแต่ติดค่าเช่า เวลาบ่น เขาก็ว่า  ก็มันหาไม่ได้” แสงจันทร์ว่าก่อนหน้านี้พี่ชายไม่เคยติดค้างค่าเช่ารถ  แล้วทำไมเพิ่งมาหาไม่ได้ในช่วงนั้น &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“คิดว่าเขาเริ่มไปประมาณวันที่เขาโปรยแก๊สน้ำตา เขาสงสาร  เขาบ่นอยู่ว่าโปรยแก๊สน้ำตา คนแก่ก็โดน ไปล้างหน้าล้างตากันใหญ่  ตอนนั้นแหละ เขาว่าใครๆ ก็ไปร่วมชุมุม เขาก็เลยอยากไปช่วยเหลือกัน” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;วันที่พี่ชายเสียชีวิต แสงจันทร์มานั่งคุยเล่นกับพี่สะใภ้  ระหว่างนั้นโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทโทรมาแจ้งว่าอินแปลงประสบอุบัติเหตุ  จึงพากันไปที่โรงพยาบาล แสงจันทร์ได้คุยกับชายคนที่ขับรถพาอินแปลงมาส่งหมอ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“ผู้ชายคนนั้นเล่าให้ฟังว่า วันนั้นพี่ต๋องขับรถผ่านไปบ่อนไก่  ไปจอดใต้สะพาน แล้วก็เดินออกไปยืนคุยกับเพื่อนที่วิ่งหนีตายออกมา  ตอนนั้นเขาส่งผู้โดยสารเสร็จแล้ว ผู้โดยสารลงไปแล้ว  พี่ต๋องเขาก็เปิดประตูรถ จะลงไปถามว่าวิ่งหนีอะไร พอเดินอ้อมมาก็โดนยิงเลย”&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ชายคนดังกล่าวเล่าอีกว่าเขากำลังยืนคุยกับเพื่อนอยู่บริเวณนั้น  “พอเห็นพี่ต๋องถูกยิงเขาก็วิ่งไปช่วยพยุง พี่ต๋องก็ถามเขาว่า ขับรถเป็นมั้ย  ช่วยพาเขาไปส่งโรงพยาบาลหน่อย เขาก็พาไป อยู่กลางทางยังไม่ถึงโรงพยาบาล  เขาบอก พี่ขับรถเร็วๆ หน่อย ผมอยากไปถึงมือหมอ พี่คนนั้นเขาก็ว่า  ผมก็ขับแร้งแรง แต่ไปไม่ได้ รถมันติด พี่ต๋องเขาก็ร้องไห้ น้ำตาไหล  เขาว่าเขาสงสารลูกเขา ลูกเขายังเล็ก เขารู้ตัวว่าเขาไม่รอดแล้ว เขาบอก  ผมคงไม่รอดแล้ว พี่คนนั้นเขาก็ว่า ผมก็ช่วยเต็มที่แล้ว  ไม่ทันถึงโรงพยาบาลก็หมดก่อน” &lt;/p&gt; &lt;p&gt;“อินแปลง เทศวงษ์” จบชีวิตลงบนรถแท็กซี่ที่เขาใช้ทำมาหากินหล่อเลี้ยงชีวิตตนและทุกคนที่เขารักนั่นเอง&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="color: #ff6600"&gt;=======================&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span style="color: #ff6600"&gt;&lt;strong&gt;เชิงอรรถ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&amp;lt;1&amp;gt; วิภาวี จุฬามณี. ปากคำบ่อนไก่ ที่นี่ 15 ศพ.&lt;a href="http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNVEF5TVRBMU5BPT0=&amp;amp;sectionid=TURNeE53PT0=&amp;amp;day=TWpBeE1TMHhNQzB3TWc9PQ=="&gt;http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNVEF5TVRBMU5BPT0=&amp;amp;sectionid=TURNeE53PT0=&amp;amp;day=TWpBeE1TMHhNQzB3TWc9PQ==&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&amp;lt;2&amp;gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273938570&amp;amp;grpid=03&amp;amp;catid="&gt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273938570&amp;amp;grpid=03&amp;amp;catid=&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;div class="field field-type-link field-field-related-link"&gt;       &lt;div class="field-label"&gt;เรื่องที่เกี่ยวข้อง: &lt;/div&gt;     &lt;div class="field-items"&gt;             &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;a href="http://prachatai.com/journal/2011/09/37121" target="_blank"&gt;ใบหน้า ‘พฤษภา 53’: (1) สุภชีพ จุลทัศน์ “ถ้าตาย ให้ไปแจ้งที่อิมฯ ตามรหัส นปช.”&lt;/a&gt;        &lt;/div&gt;               &lt;div class="field-item even"&gt;                     &lt;a href="http://prachatai.com/journal/2011/10/37260" target="_blank"&gt;ใบหน้า ‘พฤษภา 53’ : (2) เห็นเขาไหม? ในกองเพลิงเซ็นทรัลเวิร์ล ตอน 1&lt;/a&gt;        &lt;/div&gt;               &lt;div class="field-item odd"&gt;                     &lt;a href="http://prachatai.com/journal/2011/10/37348" target="_blank"&gt;ใบหน้า ‘พฤษภา 53’ : (2) เห็นเขาไหม? ในกองเพลิงเซ็นทรัลเวิร์ล ตอน 2&lt;/a&gt;        &lt;/div&gt;               &lt;div class="field-item even"&gt;                     &lt;a href="http://prachatai.com/journal/2011/11/37798" target="_blank"&gt;ใบหน้า ‘พฤษภา 53’ : (3) มีกี่ครุยที่เปื้อนเลือด&lt;/a&gt;        &lt;/div&gt;         &lt;/div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8027731204825386212?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8027731204825386212'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8027731204825386212'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/53-4.html' title='ใบหน้า ‘พฤษภา 53’: (4) แท็กซี่เสื้อแดงที่บ่อนไก่ “ไปสิเป็นหยัง..ตายก็มีศักดิ์ศรีต๊วะ”'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-3270478866624042762</id><published>2012-01-27T18:39:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T18:43:25.394+07:00</updated><title type='text'>ฟอร์บส์วิเคราะห์ สนง.ทรัพย์สินฯ แย้งตัวเลขในหนังสือ ‘A Life’s Work’</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38952" target="_new"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นิตยสาร ‘ฟอร์บส์’ วิเคราะห์งบประมาณของ  สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  โดยดึงข้อมูลจากพระราชประวัติกึ่งทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่ม ล่าสุด ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ฟอร์บส์ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินและธุรกิจของสหรัฐ ตีพิมพ์&lt;a href="http://www.forbes.com/sites/simonmontlake/2012/01/20/in-thailand-a-rare-peek-at-his-majestys-balance-sheet/"&gt;บทความ&lt;/a&gt;ว่า ด้วยรายได้และการลงทุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา  โดยวิเคราะห์จากข้อมูลในหนังสือพระราชประวัติกึ่งทางการของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวเล่มล่าสุด ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ ชี้ สนง.  ทรัพย์สินฯ  ประเมินทรัพย์สินเป็นมูลค่าเพียงหนึ่งในสามของที่ฟอร์บส์เคยวิเคราะห์ไว้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นิตยสารฟอร์บส์ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดลำดับให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา  วิเคราะห์ว่า  อัตชีวประวัติเล่มดังกล่าวได้ท้าทายตัวเลขทรัพย์สินที่ฟอร์บส์เคยประมาณไว้  และถึงแม้ทางวังจะยอมรับว่า สนง. ทรัพย์สินฯ เป็นเจ้าของที่ดินในกทม.  และในต่างจังหวัดจำนวนมากก็จริง แต่ฟอร์บส์ก็ชี้ว่า  อัตราการให้เช่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของสนง. ทรัพย์สินฯ  ก็อยู่ในอัตราที่ต่ำมากด้วยการอุดหนุนจากรัฐ จนไม่มีองค์กรพาณิชย์ไหนๆ  สามารถมาแข่งขันได้ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;หนังสือ ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ ซึ่งมีอานันท์  ปันยารชุน  เป็นที่ปรึกษาบรรณาธิการยืนยันจำนวนที่ดินที่ฟอร์บส์เคยประมาณไว้ว่า  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีที่ดินในครอบครองในกรุงเทพจำนวน  3,320 เอเคอร์ (1 เอเคอร์ = ประมาณ 4,050 ตารางเมตร)   และเมื่อรวมที่ดินในต่างจังหวัดแล้วจะคิดเป็น 13,200 เอเคอร์  อย่างไรก็ตามฟอร์บส์ชี้ว่า สนง. ทรัพย์สินฯ  กลับประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็น 1 ใน 3  ของที่ฟอร์บส์เคยประเมินไว้เท่านั้น&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ฟอร์บส์ประเมินว่า รายได้สุทธิที่ สนง.ทรัพย์สินฯ ได้จากที่ดินในปี 2010  คิดเป็น 2.5 พันล้านบาท (ราว 80 ล้านดอลลาร์)  ซึ่งหนึ่งในรายได้หลักมาจากห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ และโรงแรมโฟร์ซีซัน  โดยมีร้อยละ 7 ของที่ดินทั้งหมดเท่านั้นที่นำออกให้เช่าในทางพาณิชย์  ซึ่งคิดค่าเช่ามากถึงร้อยละ 4 ของราคาตลาด ส่วนที่ดินที่เหลือ  บ้างก็ถูกใช้โดยหน่วยงานของรัฐ ชุมชนแออัด สลัม ตลาด และร้านค้า&lt;/p&gt; &lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อมูลของสำนักงานทรัพย์สินฯ เปิดเผยว่า สนง.  ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีสัญญาเช่าที่ดินรวมทั้งหมด 40,000 ฉบับ และ  17,000 ฉบับของจำนวนนั้นอยู่ในกรุงเทพฯ &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ฟอร์บส์ยังระบุว่า การที่ สนง. ทรัพย์สินฯ ถือหุ้นร้อยละ 23  ในธนาคารไทยพาณิชย์ ร้อยละ 32 ในสยามซีเมนต์กรุ๊ป ซึ่งมีมูลค่าทั้งหมดราว 7  พันล้านดอลลาร์ ยังทำให้ได้รับเงินปันผลจากบรรษัทดังกล่าวราว 184  ล้านดอลลาร์ในปี 2553 นอกจากนี้ หนังสือ ‘King Bhumibol Adulyadej: A  Life’s Work’ ยังเปิดเผยด้วยว่า รายได้ของ สนง. ทรัพย์สินตั้งแต่ปี 2551  เป็นต้นมา คิดเป็นจำนวนระหว่าง 9 -11 พันล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ย &lt;/p&gt; &lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากการถือหุ้นในบรรษัทที่กล่าวมาแล้ว  ฟอร์บส์ชี้ว่าหนังสือเล่มนี้ละเลยการพูดถึงการถือหุ้นของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในกลุ่มโรงแรมเยอรมัน ‘เคมพินสกี้ เอจี กรุ๊ป’ และบริษัทประกัน ‘Deves’  (เทเวศประกันภัย) ซึ่งรวมกันมีมูลค่าราว 600 ล้านดอลลาร์  (มูลค่าประเมินในปี 2551) ด้วยการลงทุนทั้งหมดนี้  ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กลายเป็นกลุ่มบรรษัทที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ฟอร์บส์เปรียบเทียบรายได้ของ สนง. ทรัพย์สินฯ  นักธุรกิจที่รวยที่สุดของประเทศไทย คือธนินทร์  เจียรวนนท์เจ้าของบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีกรุ๊ป  ผู้มีทรัพย์สินมูลค่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีความแตกต่างกันหลายเท่ามาก  นิตยสารฟอร์บส์จึงต้องจัดลำดับให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นกษัตริย์ อันดับหนึ่งของโลก  ทำให้ต่อมาทางการไทยรวมถึงคณะผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติกึ่งเป็นทางการ เล่มนี้ต้องออกมาชี้แจงว่า  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว  หากแต่เป็นทรัพย์สินของสถาบัน  ซึ่งจะสืบทอดไปอยู่ในความรับผิดชอบพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปตามลำดับ  อย่างไรก็ตาม ฟอร์บส์ก็ได้ตั้งคำถามถึงสถานะและความโปร่งใสของ สนง.  ทรัพย์สินฯ ซึ่งหนังสือ ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’  เองก็ยอมรับว่ามีความคลุมเครืออยู่มากเช่นกัน &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ถึงแม้หนังสือเล่มดังกล่าวจะระบุว่า  งบประมาณที่ใช้ในการใช้จ่ายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์จะรับผิดชอบโดยสนง.  ทรัพย์สินฯ เอง แต่ฟอร์บส์ก็ได้นำเอาข้อมูลงบประมาณปี 2554 มาชี้ให้เห็นว่า  สำนักพระราชวังได้รับการจัดสรรงบประมาณต่อปีจำนวน 84 ล้านดอลลาร์ และอีก  15 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับแผนกที่เกี่ยวข้อง  โดยเมื่อรวมกับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยของราชวงศ์แล้วจะ คิดเป็น 194 ร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ทั้งนี้ ฟอร์บส์ชี้ว่า  หากนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมกับรายได้ของสนง. ทรัพย์สินต่อปีแล้ว (ราว 300  ล้านดอลลาร์) จะหมายความว่าราชวงศ์ไทยใช้งบประมาณราว 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี &lt;/p&gt; &lt;p&gt;ฟอร์บส์สรุปบทวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์ของประเทศในยุโรป  เช่นในกรณีของสเปนซึ่งปกครองในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ  รัฐบาลใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ราว 12 ล้านดอลลาร์  ส่วนสถาบันกษัตริย์ของประเทศอังกฤษ ใช้ราว 50 ล้านดอลลาร์  แต่ยกรายได้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับ กรมคลังของประเทศ  และประชาชนเองก็สามารถตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย  อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทย ความโปร่งใสในสถาบันดังกล่าว  เห็นจะเป็นหนทางที่ยังต้องใช้เวลาอีกนาน ฟอร์บระบุ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-3270478866624042762?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3270478866624042762'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/3270478866624042762'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/lifes-work.html' title='ฟอร์บส์วิเคราะห์ สนง.ทรัพย์สินฯ แย้งตัวเลขในหนังสือ ‘A Life’s Work’'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-8260327454523703835</id><published>2012-01-27T18:38:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T19:07:12.585+07:00</updated><title type='text'>ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/01/55 แมงมุมพิษ..กับใยสังหารประชาธิปไตย</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://3blabla.blogspot.com/2012/01/270155.html" target="_new"&gt;blablabla&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;a rel="author" href="http://www.blogger.com/profile/12600685323851948402"&gt;3บลา ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;dl class="profile-datablock"&gt;&lt;dt class="profile-img"&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/profile/12600685323851948402"&gt;&lt;img src="http://2.bp.blogspot.com/-x_iAwrLOf0I/TgVdMqv0E-I/AAAAAAAAAfI/X2mhmN1gjAo/s220/3bla.jpg" alt="ภาพถ่ายของฉัน" width="80" height="77" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/dt&gt;&lt;/dl&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-fp5YPwoPEa0/TyHxj1fl9EI/AAAAAAAABNM/oQEApyC1OlY/s1600/2222.jpg" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-fp5YPwoPEa0/TyHxj1fl9EI/AAAAAAAABNM/oQEApyC1OlY/s400/2222.jpg" width="400" border="0" height="323" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style=" ;font-size:large;color:#274e13;"  &gt;&lt;b&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"  &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 102, 0);font-size:large;color:#274e13;"  &gt;&lt;b&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ประเทศชาติ ยับเยิน เกินแก้ไข&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;พวกจัญไร ดาหน้า มาทับถม&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;เสียงเห่าหอน สุดอุบาทว์ ทาสอารมณ์&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;เปรียบอาจม เล่ห์ร้าย ทำลายเมือง....&lt;/span&gt; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="text-align: left; color: rgb(0, 102, 0);font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"  &gt;&lt;span style=" ;font-size:large;" &gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 102, 0);font-size:large;color:#274e13;"  &gt;&lt;b&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ทำห้าวเป้ง เก่งกาจ ฉลาดล้ำ&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;เลวระยำ อัปรีย์ พวกขี้เหลือง&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ประเทศไทย เคยเฟื่องฟุ้ง และรุ่งเรือง&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ต้องขัดเคือง ซ้ำซาก เพราะกากเดน....&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;เปรียบเสมือน แมงมุมพิษ จิตวิปลาส&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;จ้องอาฆาต ประชาธิปไตย ที่ได้เห็น&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;รัฐประหาร พาฉิบหาย ตายทั้งเป็น&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;มันซ่อนเร้น หลอกตา ประชาชน....&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="text-align: left; color: rgb(0, 102, 0);font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"  &gt;&lt;span style=" ;font-size:large;" &gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 102, 0);font-size:large;color:#274e13;"  &gt;&lt;b&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ช่วยกำจัด ให้หมดไป พวกใยนรก&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;มันโกหก ปวงประชา พาสับสน&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ผลพวงบาป รัฐประหาร สันดานคน&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ยังวกวน สร้างเรื่อง เปลืองเวลา....&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 102, 0);font-size:large;color:#274e13;"  &gt;&lt;b&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;สนับสนุน คนตั้งใจ เตรียมไล่พิษ&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;เดินตามสิทธิ์ เพื่อสู้ ของผู้กล้า&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;แก้กฎหมาย ที่บิดเบี้ยว เลี้ยวไปมา&lt;/span&gt;&lt;br   style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;" &gt;ให้เป็นธรรม ถ้วนหน้า สู่...ประชาชน....&lt;/span&gt; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="text-align: left; color: rgb(0, 102, 0);font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"  &gt;&lt;span style=" ;font-size:large;" &gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(0, 102, 0);"&gt;&lt;span style="background-  line-height: 14px; text-align: left;font-family:'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif;color:white;"  &gt;&lt;span style=" ;font-size:large;color:#274e13;"  &gt;&lt;b&gt;๓ บลา / ๒๗ ม.ค.๕๕&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-8260327454523703835?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8260327454523703835'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/8260327454523703835'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/270155.html' title='ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/01/55 แมงมุมพิษ..กับใยสังหารประชาธิปไตย'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-x_iAwrLOf0I/TgVdMqv0E-I/AAAAAAAAAfI/X2mhmN1gjAo/s72-c/3bla.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-4141611890165714731</id><published>2012-01-27T18:35:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T18:38:09.470+07:00</updated><title type='text'>กูบิณฑ์รักจนคลั่งโวขนคนเป็นล้านออกมาปะทะ ปัญญาเรณู2ร่อแร่ส่อแววเจ๊ง-ป้าเบิร์ดช่วยเก็บศพ</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2012/01/298.html" target="_new"&gt;Thai E-News&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-jHUzhlRbTcQ/TyKD4cLO8bI/AAAAAAAATRE/5B8isb40b6c/s1600/422126_241224109288312_100002021732863_529881_1099565048_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://4.bp.blogspot.com/-jHUzhlRbTcQ/TyKD4cLO8bI/AAAAAAAATRE/5B8isb40b6c/s400/422126_241224109288312_100002021732863_529881_1099565048_n.jpg" width="400" border="0" height="390" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;เบิร์ดก็เอาไม่อยู่&lt;/b&gt;-ซุปตาร์เบิร์ด ธงไชย แม็คอินไตย์ ต้องออกโรงมาช่วยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โปรโมตหนังเรณูปัญญา 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ค &lt;a href="http://www.facebook.com/photo.php?fbid=356437224366668&amp;amp;set=a.149609108382815.28059.149608325049560&amp;amp;type=1&amp;amp;theater"&gt;Bird Thongchai&lt;/a&gt;  หลังประเดิมฉายวันแรกรายได้แป้กไม่ถึง 2 ล้าน ห่างจากเป้าหมาย 100  ล้านอยู่อีกลิบลับ  ภายหลังจากเจ้าของหนังและผู้กำกับออกลายนักเลงท้าทายคนดูว่า"ใครไม่ดูหนังกู  ก็เรื่องของมึง"มาก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-eJMMCAemXaA/TyKH1T6WhNI/AAAAAAAATRQ/1dk6ZcZAMH4/s1600/393846_236931976386448_100002089410194_581344_486766561_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://4.bp.blogspot.com/-eJMMCAemXaA/TyKH1T6WhNI/AAAAAAAATRQ/1dk6ZcZAMH4/s400/393846_236931976386448_100002089410194_581344_486766561_n.jpg" width="400" border="0" height="390" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style=" width:100%; " align="center"&gt;&lt;object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=9,0,0,0" id="widget" width="330" align="middle" height="320"&gt; &lt;param name="allowScriptAccess" value="always"&gt; &lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt; &lt;param name="movie" value="http://manager.co.th/vdo/mgrplayer.swf"&gt;&lt;param name="quality" value="high"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#000000"&gt; &lt;param name="FlashVars" value="id=5550000010251&amp;amp;ref=0"&gt;&lt;embed src="http://manager.co.th/vdo/mgrplayer.swf" quality="high" bgcolor="#000000" name="widget" flashvars="id=5550000010251&amp;amp;ref=0" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" type="application/x-shockwave-flash" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer" width="330" align="middle" height="320"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;..ก็กูรักในหลวง แล้วมึงจะมาด่ากูทำไม พวกแม่งนี้จังไร  มันเป็นไอ้สัตว์นรกจริงๆ แต่ผมไม่ได้ว่า้เสื้อแดงนะ เสื้อแดงเขาก็รักในหลวง  ผมด่าเฉพาะพวกที่มันด่าในหลวง จะล้มสถาบัน  มันมีเว็บไซต์หนึ่งไปลงว่าคนภาคอีสานเอารูปในหลวงลงหมดแล้ว  ไอ้พวกสัตว์นรกนี่มันจังไรจริงๆ ผมทนไม่ได้แล้ว เพราะพี่น้องอีสาน  พี่น้องเสื้อแดงก็ยังเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ มัีนมาสร้างความแตกแยก  มาแตะต้องสถาบัน ผมไม่ยอม ไอ้พวกสัตว์นรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมทำหนังปัญญาเรณู2 พวกมันก็มาแบนหนังผม บอกผมไปดูถูกคนอีสาน  มันบิดเบือนเพราะหนังเรื่องนี้ก็ทำเพื่อคนอีสาน พูดอีสาน  ทั้งที่ผมไม่เคยด่าเสื้อแดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอผมไปชุมนุมกับหมอตุลย์คัดค้านแก้มาตรา112 ก็เพราะผมรักในหลวง  มันก็มาด่าผม ผมก็บอกว่าถ้าไม่มีมาตรา112ประเทศไทยก็ไม่มี  มันเต็มกลืนแล้วผมต้องเอาคนออกมาปะทะกับมัน ผมอยากได้ซักสองครั้ง  ต้องออกมาเต็มถนนเป็นแสนๆเป็นล้านๆคน อย่ารักสถาบันแต่ปาก  ต้องออกมาแสดงพลัง ให้มันรู้ว่าพลังที่รักพระองค์ท่านมีอยู่จริง  ให้พระองค์ท่านสบายพระทัย..ยังมีดาราหลายๆคนพร้อมจะออกมากับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแปลกใจพวกเว็บไซต์หมิ่นทำไมไม่โดนจับ ผมเคยถามนายกฯตรงๆ  เขาบอกละเอียดอ่อนกำลังดำเนินการอยู่  ผมก็บอกอ้าวแล้วทีทวิตเตอร์นายกฯโดนแฮ็ค ทำไมวันเดียวจับได้หละ?( บิณฑ์  บรรลือฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์&lt;a href="http://www.manager.co.th/vdo/defaultrun.aspx?NewsID=5550000010251"&gt;ASTV &lt;/a&gt;อยู่ช่วงท้ายๆคลิปนี้ ตั้งแต่ช่วงเวลา 00.40 เป็นต้นไป ช่วงแรกเป็นการโปรโมทหนังปัญญาเรณู2)&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์&lt;br /&gt;27 มกราคม 2555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หนังปัญญาเรณู2ประเดิมโรงวันแรกรายได้หวิว ยังห่างเป้า100ล้านอีก98ล้านบาทเศษ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-7XOtcK9Oty0/TyIruUBXFoI/AAAAAAAATQ4/f2JB3WIUsPM/s1600/400775_344404752255335_100000574403352_1251084_1723035481_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-7XOtcK9Oty0/TyIruUBXFoI/AAAAAAAATQ4/f2JB3WIUsPM/s400/400775_344404752255335_100000574403352_1251084_1723035481_n.jpg" width="400" border="0" height="394" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A11629689/A11629689.html"&gt;กระทู้ห้องเฉลิมไทย&lt;/a&gt;  เว็บไซต์พันทิป รายงานรายได้หนังวันพฤหัสฯ  26 มกราคม 2555 วันเดียว  ซึ่งเป็นวันแีรกที่หนังปัญญาเรณู2ประเดิมลงโรงฉาย  มีประมาณการณ์รายได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันดับ 1 คือเรื่อง ATM เออรักเออเร่อ กวาดไปอีก เกือบ 5 ล้าน จากเดิมที่ทะลุหลัก 100 ล้านบาทไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันดับ 2 คือ Underworld 4 กวาดไปอีก กว่า 2 ล้านนิดๆ ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันดับ 3 คือ ปัญญาเรณู 2 วันแรกเกือบ 2 ล้าน คาดการณ์ว่าช่วง 4 วันแรก  (26-27-28-29/1/2555) เดาๆ คงได้ 9 ล้านบาทขึ้นครับ  ถือว่าดีมากแล้วเมื่อเทียบกับ รายได้ภาคแรก เนื่องจากมี หม่ำ กับ ตุ๊กกี้  มาช่วยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามแฟนคลับของบิณฑ์ยังตามไปเชียร์หน้า&lt;a href="http://www.facebook.com/Bhin.fanclub"&gt;แฟนเพจของบิณฑ์&lt;/a&gt;ให้ทำเงินทะลุ 100 ล้าน ซึ่งก็คงต้องออกแรงหนักเอาการ เพราะขาดอีก 98 ล้านเศษก็จะถึงเป้า ขณะที่กระแสตอบรับไม่ฮือฮาเลย จาก&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A11623966/A11623966.html"&gt;โพลล์ของห้องเฉลิมไทย&lt;/a&gt;พบ ว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ ที่จะเป็นโอกาสทำเงินมากที่สุด  มีคนอยากจะไปดูหนังปัญญาเรณูเพียง 21% ของผู้ตอบแบบสำรวจ  ขณะที่อยากไปดูหนังเรื่อง ATM เออรัก เออเร่อมากถึง 55%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงวิจารณ์จากคนดูในห้องเฉลิมไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A11631325/A11631325.html"&gt;-ไม่ชอบปัญญาเรณู 2 เลย เรณูแก่แดดไป&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;เป็นหนังที่ผมไม่อนุญาตให้เด็กๆๆในบ้านเอามาดูเด็ดขาด เพราะกลัวจะเป็นตัวอย่างผิดๆให้เด็กจำไปใช้...&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A11631693/A11631693.html"&gt;- ในฐานะคนที่เคยอวย ปละเคยดันหนังปัญญา เรณู มาแล้ว ขอวิจารณ์ ปัญญา เรณู ภาค2 แบบตรงไปตรงมา&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ถามว่าผมให้ภาค2 ผ่านไหม ผมให้ผ่าน แต่มันไม่ประทับใจแบบภาคแรกครับ &lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A11631784/A11631784.html"&gt;-คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ดููหนัง ปัญญาเรณู 2&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ผมพึ่งไปดูมาเมื่อวาน...รู้สึกว่าคนในโรงน้อยมาก  ทั้งๆที่เป็นวันแรก เลยอยากถามทุกคนว่า ไปดูมาแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง  สำหรับผม ชอบภาคแรกมากกว่า &lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-4141611890165714731?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4141611890165714731'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4141611890165714731'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/2_27.html' title='กูบิณฑ์รักจนคลั่งโวขนคนเป็นล้านออกมาปะทะ ปัญญาเรณู2ร่อแร่ส่อแววเจ๊ง-ป้าเบิร์ดช่วยเก็บศพ'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-jHUzhlRbTcQ/TyKD4cLO8bI/AAAAAAAATRE/5B8isb40b6c/s72-c/422126_241224109288312_100002021732863_529881_1099565048_n.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-692170932314048362</id><published>2012-01-27T18:31:00.001+07:00</published><updated>2012-01-27T18:35:39.186+07:00</updated><title type='text'>112บานจุดชนวนต้านเบียร์สิงห์บอยคอตตั๊นเจ๋อดีนัก</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2012/01/112_27.html" target="_new"&gt;Thai E-News&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-IHfXuduRsgI/TyH9Oi03VXI/AAAAAAAATQU/IHshOprJ-2c/s1600/3x1JMy.png" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-IHfXuduRsgI/TyH9Oi03VXI/AAAAAAAATQU/IHshOprJ-2c/s400/3x1JMy.png" width="400" border="0" height="480" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;ลูกสาวเบียร์สิงห์ฺโดดร่วมวง&lt;/b&gt;..เจ๊ ปอง-อัญชะลี ไพรีรักษ์ ทำหน้าที่เป็นโฆษกทางเฟซบุ๊คให้น้องตั๊น  ลูกสาวเบียร์สิงห์  เชิญชวนกันไปต่อต้านนิติราษฎร์ไม่ให้แก้มาตรา112ในวันเสาร์ที่ 28 นี้  และจุดชนวนให้มีการ&lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2012/01/%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2"&gt;รณรงค์บอยคอตเบียร์สิงห์&lt;/a&gt;ในหมู่ผู้สนับสนุนให้แก้ไขมาตรานี้ตามโซเชียล เน็ตเวิร์ค และ&lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2012/01/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C%20%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%20%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89112%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AD%E0%B9%89Doctor%20cunt%20%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%89%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1.."&gt;เว็บบอร์ดฝ่ายสนับสนุนแก้112&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ตอนนี้เพิ่มมาอีกหนึ่งรายการคือเบียร์สิงห์  หรือลูกสิงห์ที่ออกมาประกาศระดมพลชุมนุมต่อต้านคนแก้112กับใอ้Doctor cunt  เพราะฉะนั้นพวกเราที่เป็นคอเบียร์สิงห์ทั้งหลายต้องหยุดอุดหนุนมัน  ทนเอาหน่อยครับพี่น้องแม้จะติดใจรสชาติของมันก็ตาม..&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์&lt;br /&gt;27 มกราคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อ้างเป็นทหารพลร.1ส่งเมล์ขู่นิติราษฎร์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-LxrDcXLAxWQ/TyH-kjODq7I/AAAAAAAATQg/WFpwBcqzcgI/s1600/407199_241044469306276_100002021732863_529639_136013984_n%2B%25281%2529.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-LxrDcXLAxWQ/TyH-kjODq7I/AAAAAAAATQg/WFpwBcqzcgI/s400/407199_241044469306276_100002021732863_529639_136013984_n%2B%25281%2529.jpg" width="400" border="0" height="225" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ดร.สาวตรี สุขศรี 1 ในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ เปิดเผยทางทวิตเตอร์ว่า ได้มีผู้อ้างตนเป็น"พล ร 1"ส่งอีเมล์มาข่มขู่ โดยมีข้อความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;"พวกคุณมีความคิดกันรึเปล่า ที่ทำแบบนี้ !!!  ตอนนี้สายทหารเริ่มทนไม่ไหวแล้ว กับการที่ ผบ.ทบ.ออกมาโต้เองแบบนี้  หวังว่าพวกคุณคงไม่หลงอำนาจเงินจนเกินไป ยกเลิกความคิดนี้ซะ  พวกเราสายทหารจับตาดูพวกคุณอยู่ ไม่อยากจะทำร้ายคนไทยด้วยกัน  ผมมาเตือนด้วยความหวังดี ในกรมพูดถึงเรื่องนี้มาก มีคนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว  จะมีการขึ้นบัญชีเรื่องนี้ เรื่องเงียบเมื่อไหร่ผมไม่รับประกัน  ยกเิลิกความคิดนี้ซะเถอะครับ ...ด้วยความหวังดี" - จาก พล 1 รอ.&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ดร.ธีระ สุธีวรางกูร สมาชิกคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า ขออนุญาตพูดแบบเปิดใจ  ถ้าการแสดงความเห็นต่างตามกรอบของกฎหมาย จะต้องทำให้ถูกไล่ล่าหรือมาฆ่ากัน  ก็ขอให้สมาชิกนิติราษฎร์เป็นรายท้ายสุดในสังคมไทยเถิดครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ปิยะบุตรแจงไม่เคยให้ข่าวจะหยุดแก้112&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-2yITBuBMoko/TyH_lpKKsaI/AAAAAAAATQs/uoRgOAyCgHs/s1600/395365_240708759339847_100002021732863_529086_1312844569_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://4.bp.blogspot.com/-2yITBuBMoko/TyH_lpKKsaI/AAAAAAAATQs/uoRgOAyCgHs/s400/395365_240708759339847_100002021732863_529086_1312844569_n.jpg" width="320" border="0" height="180" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;จาก กรณีที่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมสปริงนิวส์รายงานข่าวว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และเป็นหนึ่งในนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์  ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อคณะนิติราษฎร์อย่าง หนัก ต่อประเด็นการเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  โดยอ้างคำสัมภาษณ์ของนายปิยบุตรที่ระบุว่า จะขอรอดูอีกหนึ่งสัปดาห์  เพื่อนำมาตัดสินใจว่ากลุ่มนิติราษฎร์จะยุติการเคลื่อนไหวรณรงค์ล่ารายชื่อ ประชาชนเสนอแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าวหรือจะเดินหน้าต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุด  นักวิชาการจากกลุ่มนิติราษฎร์ได้โพสต์ข้อความชี้แจงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า  "ข่าวที่ลงคลาดเคลื่อนอย่างแรง  ผมขอความกรุณาสื่อมวลชนที่ต้องการข่าวทุกท่าน งดโทรมาถามได้แล้ว  ถามแล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกที  ใครสื่อสารถึงสปริงนิวส์ได้ช่วยแจ้งให้เขาทราบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผู้หญิงคนหนึ่ง โทรมาตอนประมาณ 10 โมงเช้า ผมก็รับ เธอว่ามาจากสปริงนิวส์  แล้วก็ถาม ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงเรื่อง 112 หรือเรื่อง รธน.  เพราะมันมั่วไปหมด ผมก็เลยตอบไปว่า ขออนุญาตไม่ตอบ ผมจะไปคุยกันก่อน  ถ้าเราจะโต้อะไร สัปดาห์หน้าก็คงทราบกันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่มีถ้อยคำใดที่ผมพูดแบบที่ปรากฏในเนื้อข่าวเลย "พอเสียทีเถอะครับ  สื่อมวลชนทั้งหลาย ′วิ่ง′ หาข่าว เพื่อเอาไป ′ขาย′ ให้เป็นประเด็น  จะเจตนาดีหรือเสี้ยมก็ตาม มันทำให้สังคมเข้าใจผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เมื่อวานก็มีสำนักหนึ่งไปแล้ว ไปพาดหัวดราม่าว่าอาจารย์วรเจตน์สะเทือนใจบวรศักดิ์ จนแกต้องโทรไปแก้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนทำข่าวง่ายดี หยิบโทรศัพท์ โทรหา ขนาดเจ้าตัวเขาขอไม่พูด ก็ยังเอาไปลงข่าวได้อีกว่า ′ไม่พูด เพราะ...′&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สื่อมวลชนช่วยทำหน้าที่ให้ถูกกติกาด้วย  เพราะคุณเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดว่าสังคมนี้จะคุยกันด้วยเหตุผล ได้หรือไม่ หรือต้องฆ่ากันตาย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;นิติราษฎร์ยันเดินหน้าแก้112ไม่ผิดกฎหมาย เชิญเข้าชื่อไม่ต้องกลัว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะนิติราษฎร์ได้ส่งสารถึงผู้อ่านผ่านเว็บไซต์ของกลุ่มเมื่อวานนี้ ในหัวข้อเรื่อง &lt;a href="http://www.enlightened-jurists.com/blog/61"&gt;ข้อเสนอฯ ของนิติราษฏร์ยืนอยู่บนหลักการแห่งกฎหมาย&lt;/a&gt; โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายหลังจากคณะนิติราษฎร์เข้าร่วมงานเปิดตัว "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112"  (ครก. 112) ในวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่ออธิบายรายละเอียดของ  ข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112  เพื่อประโยชน์ต่อการรวบรวมรายชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112  ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่รัฐสภา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และภายหลังจากที่คณะนิติราษฎร์จัดงาน อภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร -  นิรโทษกรรม - ปรองดอง” ขึ้นเองในวันที่ 22 มกราคม 2555  เพื่อเสนอรูปแบบองค์กร และกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ได้เกิดกระแสเสียงจากสังคมทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ปรากฎว่า&lt;b&gt;คำ วิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายไม่เห็นด้วยจำนวนมาก  ไม่ได้ตั้งอยู่บนเนื้อหาและหลักวิชาการ  แต่มุ่งโจมตีและกล่าวหาตัวบุคคลโดยไร้เหตุผลและพยานหลักฐาน  หลายกรณีมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย&lt;/b&gt; จนอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะนิติราษฏร์ขอแจ้งให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอฯ ทราบและสบายใจว่า  ข้อเสนอฯ ทุกข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์  เป็นเรื่องที่วางอยู่บนหลักวิชาการและอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &lt;b&gt;การเสนอให้แก้ไข มาตรา 112 นั้น ไม่ถือเป็นความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น&lt;/b&gt;  มาตรา 112 มีสถานะเป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตราหนึ่งเท่านั้น  จึงย่อมเป็นสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ  ที่ประชาชนผู้เห็นปัญหาของมาตรานี้จะเข้าชื่อเสนอให้รัฐสภา  ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ปรับปรุงแก้ไขเสีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรวบรวมรายชื่อ&lt;b&gt;จะคงดำเนินต่อไป ไม่ยุติ จนกว่าจะครบ 10,000 ชื่อตามกฎหมาย (หรือมากกว่านั้น)&lt;/b&gt; โดยแม่งานผู้รวบรวม คือ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) ทั้งนี้ ผู้เห็นด้วยและประสงค์ลงชื่อ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้&lt;a href="http://www.ccaa112.org/files/form112.pdf"&gt;ที่นี่ โดยคลิ๊ก แบบฟอร์ม ข.ก.๑ &lt;/a&gt;กรอก ข้อมูลให้ครบถ้วน แนบ 1) สำเนาบัตรประชาชน และ 2) สำเนาทะเีบียนบ้าน  (ที่มีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องทั้งสองฉบับ) ส่งไปรษณีย์ไปที่  "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112  ตู้ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านสามารถดูรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ ขั้นตอนการกรอกข้อมูล  สถานที่รับและส่งเอกสารแบบฟอร์มของศูนย์ในต่างจังหวัด (เชียงใหม่ ขอนแก่น  และอื่น ๆ) รวมทั้ง กิจกรรมแคมเปญรณรงค์ต่อเนื่องเพื่อรับลงชื่อ โดย ครก.  112  เพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซท์ &lt;a href="http://www.ccaa112.org/contact-us.html"&gt;http://www.ccaa112.org/contact-us.html&lt;/a&gt; หรือ ทาง Facebook &lt;a href="https://www.facebook.com/ccaa112"&gt;https://www.facebook.com/ccaa112&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-692170932314048362?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/692170932314048362'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/692170932314048362'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/112_27.html' title='112บานจุดชนวนต้านเบียร์สิงห์บอยคอตตั๊นเจ๋อดีนัก'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-IHfXuduRsgI/TyH9Oi03VXI/AAAAAAAATQU/IHshOprJ-2c/s72-c/3x1JMy.png' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-4388523393564132670</id><published>2012-01-27T04:50:00.002+07:00</published><updated>2012-01-27T04:54:50.572+07:00</updated><title type='text'>1 อำเภอ 1 ทุน สานฝันเด็กเรียนดีแต่ยากจน</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://news.voicetv.co.th/thailand/29115.html" target="_new"&gt;Voice TV&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;object data="http://www.voicetv.co.th/flowplayer/flowplayer.commercial-3.2.5.swf" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360"&gt;&lt;br /&gt;   &lt;param name="flashvars" value="config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Fcontent%2Fembedconfig%2F%3Fid%3D%25F2%25E8%257F%25A3%25B9%253B%25BF%25CD%2510%25E8%2513%2523j%2521%25F8%251D%26embed%3D1"&gt;&lt;br /&gt;   &lt;param name="movie" value="http://www.voicetv.co.th/flowplayer/flowplayer.commercial-3.2.5.swf?"&gt;&lt;br /&gt;   &lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;br /&gt;   &lt;param name="bgcolor" value="#000000"&gt;&lt;br /&gt;   &lt;embed src="http://www.voicetv.co.th/flowplayer/flowplayer.commercial-3.2.5.swf?config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Fcontent%2Fembedconfig%2F%3Fid%3D%25D7%250D%250D9%25F5g%253F%25C4%25D4%253Bx%25B7%250D%25F5%258EZ%26embed%3D1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="640" height="360"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;/object&gt;           &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;  &lt;strong&gt;โครงการ 1 อำเภอ 1  ทุนของกระทรวงศึกษาธิการเป็นโครงการสานฝันให้นักเรียนที่เรียนดีแต่มีฐานะ ยากจน มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้นโดยในปีนี้เปิดรับสมัครเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว  ขณะที่เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ 2  รุ่นทุกวันนี้ชีวิตของพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;   &lt;/p&gt; &lt;p&gt;  ความหวังที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ของเด็กชายที่เรียนดีแต่มีฐานะยากจน  อย่างนายชัยพร ช่างเสนา ชาวมีนบุรี  กรุงเทพมหานคร  เป็นไปตามที่เขาคาดหวังแล้ว เพราะชีวิตเขาเปลี่ยนไป  ตั้งแต่ได้รับทุนจากโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ของกระทรวงศึกษาธิการ   โดยเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรก เมื่อ 8 ปีที่แล้ว&lt;/p&gt; &lt;p&gt;   &lt;/p&gt; &lt;p&gt;  นายชัยพร ช่างเสนา เลือกเรียนในสาขาคอมพิวเตอร์  ที่ประเทศอินเดียซึ่งเป็นสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของเขา  และเมื่อสำเร็จการศึกษาเขาก็เข้าทำงานที่บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี  (ประเทศไทย)  จำกัดซึ่งเป็นบริษัทผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และโซลูชั่นสำหรับจัดเก็บข้อมูลชั้น นำของโลก ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย  ในตำแหน่งทางด้านไอทีตามสาขาวิชาที่เรียนมา โดยแต่ละเดือนเขามีเงินเดือน หลายหมื่นบาท ไว้ดูแลครอบครัว ขณะที่หัวหน้างานก็บอกว่า  ผลงานของเข้าเป็นที่ไว้วางใจได้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;   &lt;/p&gt; &lt;p&gt;  โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน นี้ ทำมาแล้ว 2 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 เมื่อปี 2547  และรุ่นที่2 เมื่อปี 2549  โดยปีนี้เปิดรับสมัครในรุ่นที่ 3 จำนวนทุน 928  ทุนเพื่อส่งมอบความฝันให้กับเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดโอกาสทางการศึกษา ในรุ่นต่อไป&lt;/p&gt; &lt;p&gt;   &lt;/p&gt; &lt;p&gt;  คุณสมบัติของผู้สมัครคือ เกรดเฉลี่ยรวม จะต้องไม่ต่ำกว่า 3.00 อายุไม่เกิน  25  ปีศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าสายสามัญและสายอาชีพและรายได้ ครอบครัวไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี  ซึ่งโครงการนี้ได้เปิดรับสมัครแล้วจนถึงวันที่ 31 มกราคมนี้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;   &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2535862841424073998-4388523393564132670?l=downmerngc.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4388523393564132670'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2535862841424073998/posts/default/4388523393564132670'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://downmerngc.blogspot.com/2012/01/1-1_27.html' title='1 อำเภอ 1 ทุน สานฝันเด็กเรียนดีแต่ยากจน'/><author><name>downmerng</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14601586173795367918</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2535862841424073998.post-1171413002194957877</id><published>2012-01-26T17:56:00.000+07:00</published><updated>2012-01-26T17:58:05.689+07:00</updated><title type='text'>ฯพณฯศิษย์เก่ากร้าวปลดป้ายยินดีฯพณฯณัฐวุฒิ</title><content type='html'>ที่มา &lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2012/01/blog-post_8192.html" target="_new"&gt;Thai E-News&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-i0zS9fDgayo/TyEXtqz4IdI/AAAAAAAATPw/YfzkNW0p938/s1600/426546_369406413074371_100000150477496_1653844_1436826712_n%2B%25281%2529.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://2.bp.blogspot.com/-i0zS9fDgayo/TyEXtqz4IdI/AAAAAAAATPw/YfzkNW0p938/s400/426546_369406413074371_100000150477496_1653844_1436826712_n%2B%25281%2529.jpg" width="400" border="0" height="390" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;i&gt;ท่านแกนนำศิษย์เก่าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ขณะเดินทางมา"ขอร้อง"ให้ทางโรงเรียนปลดป้ายยินดีกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-&lt;a href="http://www.facebook.com/photo.php?fbid=369406413074371&amp;amp;set=a.265364040145276.84761.100000150477496&amp;amp;type=1&amp;amp;theater"&gt;ที่มาเฟซบุ๊ค&lt;/a&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-IXSqYq1QXXY/TyEbZMFbB_I/AAAAAAAATQI/1gQfkfIPpiE/s1600/423358_368903793124633_100000150477496_1653005_1448844402_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://3.bp.blogspot.com/-IXSqYq1QXXY/TyEbZMFbB_I/AAAAAAAATQI/1gQfkfIPpiE/s400/423358_368903793124633_100000150477496_1653005_1448844402_n.jpg" width="400" border="0" height="390" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;นาย สุเมธ สอดจิตต์ ศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศ รุ่นที่ 25/28 อาชีพรับราชการครู  ผู้สอนวิชาสังคมศาสนาและวัฒนธรรม ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งของนครศรีธรรมราช  แกนนำเคลื่อนไหวให้มีการปลดแผ่นป้ายแสดงความยินดีกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  รมช.เกษตรและสหกรณ์  ขณะเข้ายื่นหนังสือขอร้องให้ปลดป้ายแสดงความยินดี(ภาพจาก:&lt;a href="http://www.facebook.com/photo.php?fbid=368903793124633&amp;amp;set=a.265364040145276.84761.100000150477496&amp;amp;type=1&amp;amp;theater"&gt;เฟซบุ๊ค ธนาชัย เกตุโรจน์&lt;/a&gt;) โดยได้เขียนใต้ภาพนี้ว่า..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;อยากถามว่าตัวคุณเองได้ประพฤติตน  ดีพอที่จะเป็นแบบอย่างให้ลูกศิษย์ลูกหาบ้างหรือไม่ ?  และคุณดีกว่านายณัฐวุฒิอย่างไร ? คุณต้องบอกให้สังคมรับรู้กรณีศิษย์เก่า  หรือครูอาจารย์ ทำผิดคิดชั่ว ติดคุก ติดตะราง  ทำให้สถาบันเก่าของคุณเสื่อมเสียชื่อเสียง  คุณเคยไปร้องแรกแหกกระเฌอบ้างหรือไม่  และประเด็นสำคัญกรณีที่ศิษย์เก่าคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันมีอาชีพครู  แต่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ถึงกับติดยาเสพติดอย่างรุนแรง  จนชาวบ้านเขาเรียก “อาจารย์ขี้ยา คุณจะจัดการอย่างไร...? ถุย !!!&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-VITQoRJWC4s/TyEaDURcvFI/AAAAAAAATP8/2_FhHzAx-is/s1600/409070_368696929811986_100000150477496_1652427_947037797_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-VITQoRJWC4s/TyEaDURcvFI/AAAAAAAATP8/2_FhHzAx-is/s400/409070_368696929811986_100000150477496_1652427_947037797_n.jpg" width="400" border="0" height="480" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;เหยื่อฯพณฯแกนนำต่อต้าน&lt;/b&gt;-ตามภาพ (ที่มา:&lt;a href="http://www.facebook.com/photo.php?fbid=368696929811986&amp;amp;set=a.265364040145276.84761.100000150477496&amp;amp;type=1&amp;amp;theater"&gt;เฟซบุ๊ค ธนาชัย เกตุโรจน์&lt;/a&gt; )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;เรื่องเกี่ยวเนื่อง:&lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2012/01/blog-post_3381.html"&gt;การเมืองเรื่องป้ายโรงเรียนเก่าฯพณฯณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-xbHUGIDXNBU/Tx143a18RlI/AAAAAAAATN4/KLaRE1aifF4/s1600/166916_2741514971918_1078750652_32535723_1375644574_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-xbHUGIDXNBU/Tx143a18RlI/AAAAAAAATN4/KLaRE1aifF4/s400/166916_2741514971918_1078750652_32535723_1375644574_n.jpg" width="400" border="0" height="640" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;ปีที่เปลี่ยนไปกับป้ายที่เปลี่ยนแปลง&lt;/b&gt;-เมื่อ ปี 53 ตอนณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นแกนนำเสื้อแดงประท้วง  ได้มีการขึ้นป้ายชาวเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ขออัปเปหินายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ ออกจากสายสัมพันธ์ พอมาปี 55  ที่ณัฐวุฒิได้ตำแหน่งรมช.เกษตรฯมีการขึ้นป้ายว่า..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-ODLZtupztGw/Tx15uE3Pq0I/AAAAAAAATOE/y8an0pUAEcA/s1600/397840_2762143527614_1078601758_2748556_1473064943_n.jpg" style="margin-left:1em; margin-right:1em"&gt;&lt;img src="http://3.bp.blogspot.com/-ODLZtupztGw/Tx15
